ท่านยังไม่ได้ใส่ logo กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อใส่ภาพโลโก้ประจำบอร์ดที่ต้องการ


ติดต่อโฆษณา  |  สมัครใช้งานสุดยอดแห่ง Free Webboard ได้แล้ววันนี้ คลิ๊ก !!  | แจ้งบอร์ดไม่เหมาะสม


  เรื่องน่าสนใจ

  

  Topic : เทคนิคการเขียนงานวิจัยหรือวิทยานิพนธ์

Delete
Admin ลบกระทู้
   Page [1] 2 3 4 5 6 7   Next >>
  สมาชิกพิเศษ
edvo

  
prasertvoed@yahoo.com 210.86.142.66

  โพสต์เมื่อ : 20 มี.ค. 2548 13:09 น.

เทคนิคการเขียนงานวิจัยหรือวิทยานิพนธ์

อ้างอิงจากเว็บไซต์ http://www.wiruch.com/ 

     แนวทางการเขียนงานวิจัยหรือวิทยานิพนธ์ขึ้นอยู่กับสถาบันการศึกษาแต่ละแห่งเป็นผู้กำหนด นักศึกษาจึงต้องยึดถือแนวทางของสถาบันที่ตนเองศึกษาอยู่อย่างเคร่งครัด ในทำนองเดียวกัน การเขียนร่างโครงการวิจัยเพื่อขอทุนก็จะต้องยึดถือแนวทางของแหล่งทุนหรือหน่วยงานที่ให้ทุนเป็นหลัก

     เนื่องจากเทคนิคการเขียนงานวิจัยหรือวิทยานิพนธ์มีให้เห็นน้อยมาก ในที่นี้จึงมุ่งนำเสนอเทคนิคการเขียนงานวิจัยหรือวิทยานิพนธ์พร้อมกับเน้นส่วนที่แตกต่างจากแนวทางของสถาบันการศึกษาหรือแหล่งทุนทั้งหลาย อย่างไรก็ดี ความแตกต่างน่าจะเป็นไปในทิศทางที่ทำให้การเขียนงานวิจัยหรือวิทยานิพนธ์ตรงประเด็น รัดกุม และสมบูรณ์มากขึ้น

     หัวข้อการเขียนงานวิจัยหรือวิทยานิพนธ์ ประกอบด้วย 9 หัวข้อ เรียงตามลำดับ ดังนี้

          1. ความสำคัญของเรื่องที่ศึกษา (significance of the study)

          2. วัตถุประสงค์ของการศึกษา (objectives)

          3. ขอบเขตของการศึกษา (scope of the study)

          4. ข้อจำกัดของการศึกษา (limitation of the study)

          5. การทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง (review of literature)

          6. กรอบแนวคิดที่ใช้ในการศึกษา (conceptual framework)

          7. คำจำกัดความ (operational definition)

          8. ระเบียบวิธีศึกษา (methodology)

          9. ประโยชน์ที่จะได้รับจากการศึกษา (study benefits)

 

1. ความสำคัญของเรื่องที่ศึกษา

     ในบางครั้งอาจใช้ว่า ความสำคัญของเรื่องที่ศึกษาวิจัย หรือ ความสำคัญของเรื่องที่วิจัย สำหรับในที่นี้ใช้คำว่า "ศึกษา" เพราะเป็นคำที่มีขอบเขตกว้างขวางและครอบคลุมการวิจัยไว้ด้วย

     หลักการ แสดงเหตุผลให้เห็นว่าเรื่องที่นำมาศึกษานี้สำคัญและจำเป็น หรือจูงใจอย่างมากจนถึงขนาดที่ทำให้ผู้ศึกษาหรือคณะผู้ศึกษาสนใจและได้ตัดสินใจเลือกศึกษาเรื่องนี้ กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ เป็นความพยายามของผู้ศึกษาที่จะเขียนเพื่อให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกว่าเรื่องที่ศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ น่าสนใจ และต้องการอ่านต้องการติดตาม

     วิธีการและเทคนิค  การเขียนโดยปรกติเริ่มจากอธิบายโดยย่อถึงความเป็นมานับแต่อดีตถึงปัจจุบัน เขียนบรรยายเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจความหมายของคำแต่ละคำที่นำมาใช้ในชื่อเรื่องที่ศึกษา อาจใส่แนวคิด ทฤษฎี หรือหลักการที่เกี่ยวข้องไว้ก็ได้ตามความจำเป็น หรืออาจเริ่มต้นด้วยข้อความที่ดึงดูดความสนใจ หรือทำให้ผู้อ่านตื่นเต้น โดยอาจนำสุภาษิต คำพังเพย หรือคำกล่าว มาใส่ไว้ด้วยตามความจำเป็น เช่น คำกล่าวที่ว่า "การปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน" หรือ "สิบพ่อค้าไม่เท่าหนึ่งพระยาเลี้ยง" หรือ "ไม่มีปัญหาใดเกิดจากสาเหตุเดียว" หรือ "ไม่มีสถาบันใดในโลกที่ไม่ปรับเปลี่ยน" หรือ "ประวัติศาสตร์ถูกสร้างขึ้นโดยกลุ่มบุคคลที่แหกกฎ" เหล่านี้เป็นต้น

     สำหรับถ้อยคำต่าง ๆ ที่อาจนำไปใช้เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสำคัญและความจำเป็นดังกล่าว เป็นต้นว่า เรื่องที่ศึกษานี้

          1) ทันสมัย

          2) ทันต่อเหตุการณ์

          3) เป็นสากล

          4) ท้าทาย

          5) สร้างองค์ความรู้ใหม่  หรือสร้างสาระสำคัญของความรู้ทางวิชาการใหม่

          6) เป็นความคิดริเริ่มใหม่

         7) เท่าที่ผ่านมา ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อนหรือมีแต่น้อยมาก 

         8) มีผู้ศึกษาไว้พอสมควรแต่กระจัดกระจายและยังไม่เป็นระบบ ผู้ศึกษาจึงนำมาประมวลและจัดระบบ 

         9) ช่วยเพิ่มความรู้ด้านวิชาการให้มากขึ้นอย่างชัดเจน

        10) เป็นประโยชน์ต่อวงวิชาการหรือสังคมส่วนรวม เช่น ประเทศชาติ ชุมชน และ/หรือ ประชาชน

        11) สามารถนำไปใช้ประโยชน์หรือประยุกต์ใช้ได้อย่างกว้างขวาง

       ทั้งนี้ ควรยกตัวอย่างให้เห็นอย่างชัดเจนด้วย ไม่ใช่กล่าวเฉพาะหลักการเท่านั้น

       ในย่อหน้าสุดท้ายอาจสรุปไว้ในทำนองที่ว่า ดังนั้น ด้วยเหตุผลที่แสดงถึงความสำคัญและจำเป็นของเรื่องที่ศึกษาดังกล่าว จึงทำให้ผู้ศึกษาสนใจศึกษาเรื่องนี้ ประโยชน์จากการศึกษาครั้งนี้ไม่เพียงจะเกิดแก่ตัวผู้ศึกษาเองเท่านั้น แต่ยังจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวมอีกด้วย

       หัวข้อนี้ควรมีความยาวประมาณ 1-2 หน้ากระดาษเอ 4

2. วัตถุประสงค์ของการศึกษา

     หลักการ แสดงถึงวัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมายของการศึกษาอย่างกว้าง ๆ โดยแยกเป็นข้อ ๆ พร้อมกับแสดงให้เห็นถึงเหตุผลของการกำหนดวัตถุประสงค์แต่ละข้อไว้ด้วย เพราะเป็นการปูพื้นฐานการคิดอย่างเป็นระบบตั้งแต่เริ่มแรก รู้และเข้าใจที่มาที่ไปหรือความเป็นมาของวัตถุประสงค์แต่ละข้อและเขียนบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรด้วย ในเวลาเดียวกัน เป็นพื้นฐานที่มั่นคงสำหรับศึกษาในหัวข้อต่อ ๆ ไปซึ่งล้วนมีความสัมพันธ์กัน

     วิธีการและเทคนิค ในการเขียนวัตถุประสงค์อาจจัดแบ่งหรือจัดกลุ่ม เป็น (1) วัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับอดีต ปัจจุบัน และอนาคต และ/หรือ จัดแบ่งหรือจัดกลุ่มเป็น (2) ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง (fact) และข้อมูลที่เป็นความคิดเห็น (opinion)   

     สำหรับเหตุผลที่จัดแบ่งหรือจัดกลุ่มเช่นนี้เพราะการศึกษาใด ๆ ถ้ามุ่งศึกษาเฉพาะสภาพในอดีตหรือปัจจุบัน หรือศึกษาเฉพาะข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงในอดีตและปัจจุบัน โดยไม่ศึกษาหรือกล่าวถึงแนวโน้มในอนาคตไว้ด้วย ก็จะเปรียบเสมือนการไม่คิดถึงอนาคต ไม่คิดไม่ฝัน ย่ำอยู่กับที่ หรือไม่มีวิสัยทัศน์ (vision) ดังนั้น การศึกษาถึงอนาคตด้วยจึงเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งที่ขาดไม่ได้

     วัตถุประสงค์ของการศึกษา ควรมีอย่างน้อย 3 ประการ ดังนี้

          1) ศึกษาแนวคิดและความเป็นมาของ….. (หน่วยงานหรือกลุ่มบุคคลที่ศึกษา)

          เหตุผลที่กำหนดวัตถุประสงค์ข้อนี้เพราะจะทำให้ทราบและเข้าใจข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงในอดีต ซึ่งจัดเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาเชิงประวัติศาสตร์ (historical approach) ในเวลาเดียวกัน การที่จะศึกษาเรื่องใด ควรทราบและเข้าใจอดีตของเรื่องนั้นด้วย การศึกษาอดีตจะเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับศึกษาสภาพปัจจุบันและอนาคตและยังทำให้เข้าใจเรื่องที่ศึกษาได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้นด้วย เข้าทำนอง "ศึกษาอดีตเพื่อนำมาเป็นประโยชน์สำหรับปัจจุบันและอนาคต"

          2) ศึกษาสภาพที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันของ….. (หน่วยงานหรือกลุ่มบุคคลที่ศึกษา) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่อง….. (เช่น โครงสร้าง อำนาจหน้าที่ และการบริหารงานบุคคล หรือเน้นกระบวนการบริหารจัดการ หรือปัญหาอุปสรรค หรือข้อดีข้อบกพร่อง หรือความสัมพันธ์ หรือการเปรียบเทียบ)

          เหตุผลที่กำหนดวัตถุประสงค์ไว้เช่นนี้เพราะจะทำให้ทราบและเข้าใจสภาพปัจจุบันของ…..(หน่วยงานหรือกลุ่มบุคคลที่ศึกษา) ซึ่งถือว่าเป็นข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงในปัจจุบัน และเมื่อนำไปรวมกับข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงในอดีตในข้อ 1) ก็จะเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับแสดงความคิดเห็นหรือเสนอแนะต่อไป

          3) เสนอแนะแนวทางพัฒนา ปรับปรุง หรือปรับเปลี่ยน….. (หน่วยงานหรือกลุ่มบุคคลที่ศึกษา) ที่เหมาะสมและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้บังเกิดผลในทางปฏิบัติอันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนส่วนรวมในอนาคต

          สำหรับเหตุผลที่กำหนดวัตถุประสงค์ไว้เช่นนี้เพราะการศึกษาเรื่อง…. (หน่วยงานหรือกลุ่มบุคคลที่ศึกษา) ไม่อาจสมบูรณ์ได้ถ้ามิได้นำผลการศึกษาไปใช้ประโยชน์ วัตถุประสงค์ข้อนี้จึงมุ่งเสนอแนะแนวทางสำหรับประยุกต์ใช้หรือเสนอแนวทางสำหรับพัฒนา ปรับปรุง หรือปรับเปลี่ยน….. (หน่วยงานหรือกลุ่มบุคคลที่ศึกษา) ในอนาคตต่อไป วัตถุประสงค์ข้อนี้เป็นข้อมูลที่เป็นความคิดเห็นของผู้ศึกษา ซึ่งมีพื้นฐานมาจากการศึกษาสภาพหรือข้อเท็จจริงในอดีตและปัจจุบันข้อ 1) และ ข้อ 2) ข้างต้น ทำให้มีแนวโน้มว่าจะมีข้อมูลมากเพียงพอที่จะทำนายหรือแสดงความคิดเห็นสำหรับอนาคตได้อย่างมีหลักเกณฑ์และเป็นระบบมากขึ้น

          หมายเหตุ ในการศึกษาหรือทำวิจัย อาจกำหนด "สมมติฐาน" ไว้หรือไม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน ข้อดีของการกำหนดสมมติฐาน เช่น ทำให้ดูทันสมัย เป็นวิชาการ มีทิศทางเพื่อให้ได้รับคำตอบที่ชัดเจนมากขึ้น ส่วนข้อบกพร่อง เช่น เป็นการชี้นำ การศึกษาขาดความเป็นอิสระ เพราะได้ตีกรอบหรือกำหนดทิศทางไว้ล่วงหน้าโดยรู้คำตอบแล้วเป็นส่วนใหญ่จากนั้นจึงหาคำตอบที่ได้จากการศึกษาหรือวิจัยมาใส่ให้ครบกระบวนการ เป็นลักษณะของการไม่ปล่อยให้การศึกษาเป็นไปตามธรรมชาติมากที่สุดโดยควบคุมหรือชี้นำให้น้อยที่สุด อีกทั้งเรื่องที่จะกำหนดเป็นสมมติฐานทั้งหมดสามารถนำไปกำหนดไว้ในวัตถุประสงค์หรือขอบเขตของการศึกษาได้อยู่แล้ว

3. ขอบเขตของการศึกษา

      หลักการ  เป็นการกำหนดกรอบหรือขอบเขตของการศึกษาไว้ โดยนำวัตถุประสงค์ของการศึกษาข้างต้นมาขยายความในรายละเอียดเพื่อให้แต่ละเรื่องหรือแต่ละประเด็นชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ขอบเขตของการศึกษาต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการศึกษา

      วิธีการและเทคนิค ควรประกอบด้วยอย่างน้อย 3 ส่วน

          1) บรรยายว่าขอบเขตของการศึกษาครั้งนี้ครอบคลุมในเรื่องใดบ้าง และอย่างน้อยต้องเขียนไว้ด้วยว่า กลุ่มตัวอย่างเป็นใครบ้าง มีจำนวนเท่าใด อยู่ที่ไหน ตัวอย่างเช่น ถ้าศึกษาเรื่องการบริหารจัดการ ควรเขียนบรรยายให้ละเอียดว่า การบริหารจัดการของหน่วยงานหรือกลุ่มบุคคลใด ในเรื่องอะไรบ้าง เช่น เรื่องโครงสร้าง อำนาจหน้าที่ และการควบคุมตรวจสอบ เป็นต้น เช่นนี้เป็นลักษณะของการเขียนบรรยายขอบเขตของการศึกษาในลักษณะของ "ภาพย่อย"

          2) อาจเขียนไว้ด้วยว่า การศึกษาครั้งนี้จะแบ่งเป็นกี่บท แต่ละบทประกอบด้วยหัวข้อหรือเรื่องใดบ้าง ทั้งนี้ เพื่อให้เห็นโครงร่าง (outline) ของบทต่าง ๆ ที่ศึกษาทั้งหมด อันเป็นการเขียนบรรยายขอบเขตของการศึกษาในลักษณะของ "ภาพรวม" ตัวอย่างเช่น การศึกษาแบ่งออกเป็น 5 บท บทแรก คือบทนำ กล่าวถึงกระบวนการศึกษาครั้งนี้ บทที่ 2 เป็นภาคทฤษฎี หรือเป็นผลการวิจัยเอกสารเกี่ยวกับ….. บทที่ 3 เป็นผลการวิจัยสนาม บทที่ 4 เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการวิจัยเอกสารและวิจัยสนาม และบทที่ 5 สรุปและเสนอแนะ รวมทั้งมีภาคผนวก และบรรณานุกรมท้ายสุด

          3) ระบุไว้ด้วยว่า ในการศึกษาครั้งนี้ให้ความสำคัญหรือให้สัดส่วนในการเขียนกับเรื่องใดหรือหัวข้อใดเป็นพิเศษ  หรือให้ความสำคัญเท่า ๆ กัน เช่น เขียนบรรยายว่า (1) การศึกษาครั้งนี้ให้ความสำคัญหรือให้สัดส่วนการวิจัยเอกสารมากกว่าการวิจัยสนาม โดยถือว่าการวิจัยสนามเป็นเพียงส่วนย่อยหรือข้อมูลที่มาช่วยเสริมการวิจัยเอกสารเท่านั้น หรือ (2) ในการศึกษาครั้งนี้ แม้มีวัตถุประสงค์และขอบเขตของการศึกษาที่ครอบคลุมการบริหารจัดการของเทศบาลในหลาย ๆ เรื่อง เช่น เรื่องโครงสร้าง อำนาจหน้าที่ และการควบคุมตรวจสอบ แต่ในที่นี้ได้ให้ความสำคัญหรือให้สัดส่วนกับเรื่องการควบคุมตรวจสอบมากที่สุด พร้อมระบุเหตุผลด้วย เช่น เรื่องควบคุมตรวจสอบเป็นเรื่องที่ได้ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2540 ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ และเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของประชาชน

4. ข้อจำกัดของการศึกษา

     หลักการ กล่าวถึงเหตุผลที่ทำให้การศึกษาครั้งนี้จำกัดอยู่ภายในขอบเขตหรือหัวข้อตามที่ระบุไว้ในวัตถุประสงค์และขอบเขตของการศึกษาเท่านั้น หรืออาจนำเสนอในทิศทางที่ว่าการศึกษาครั้งนี้ไม่ครอบคลุมเรื่องใดบ้างพร้อมเหตุผล

     วิธีการและเทคนิค เริ่มด้วยเขียนบรรยายขอบเขตของการศึกษาโดยย่อ พร้อมกับนำข้อจำกัดของการศึกษามาเขียนไว้ให้ชัดเจน ตัวอย่างเช่น (1) การศึกษาครั้งนี้เน้นด้านบริหารจัดการเท่านั้น โดยไม่ครอบคลุมไปถึงด้านกฎหมาย หรือ (2) การศึกษาครั้งนี้เน้นเฉพาะด้านเศรษฐกิจและสังคมเท่านั้น โดยไม่ศึกษาด้านอื่น เช่น ด้านการเมือง การปกครอง และความมั่นคง หรือ (3) การศึกษาครั้งนี้มุ่งศึกษาเฉพาะการบริหารจัดการของเทศบาล โดยศึกษาเฉพาะบุคลากรของเทศบาลที่เป็นฝ่ายการเมืองเท่านั้น เช่น นายกเทศมนตรีและสมาชิกสภาเทศบาล โดยไม่ครอบคลุมไปถึงฝ่ายประจำ เช่นปลัดเทศบาล และไม่ครอบคลุมไปถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐ เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอที่มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลเทศบาล รวมทั้งไม่ครอบคลุมไปถึงนโยบายของรัฐบาลที่มีต่อเทศบาลด้วย

     ทั้งนี้ ควรเขียนแสดงเหตุผลพร้อมกันไปด้วยว่าทำไมการศึกษาครั้งนี้จึงไม่ครอบคลุมไปถึงเรื่องอื่น ๆ ด้วย ตัวอย่างเช่น สำหรับเรื่องอื่น ๆ (ดังตัวอย่างที่แสดงไว้แล้วข้างต้น) ที่มิได้ระบุไว้ในวัตถุประสงค์หรือขอบเขตของการศึกษาครั้งนี้ แม้เป็นเรื่องสำคัญ แต่ควรแยกเขียนต่างหากเพราะจะทำให้ขอบเขตของการศึกษาครั้งนี้กว้างขวางเกินไป หรือเหตุผลที่ไม่นำเรื่องอื่น ๆ (ดังตัวอย่าง) มารวมศึกษาไว้ด้วยเพราะข้อจำกัดในเรื่องงบประมาณและเวลา หรือเป็นเรื่องที่ไม่ทันสมัย หรือไม่อยู่ในความสนใจของประชาชน เป็นต้น

5. การทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

     หลักการ วรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องหมายความรวมถึง หนังสือ ตำรา เอกสาร ผลงานวิจัย บทความ หรือเอกสารอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ศึกษา ส่วนการทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง หมายถึง การที่ผู้ศึกษาได้ศึกษา อ่าน หรือเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งที่เป็นข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงและข้อมูลที่เป็นความคิดเห็นจากวรรณกรรมและงานวิจัยในเรื่องที่เกี่ยวกับแนวคิด ทฤษฎี หลักการ ระเบียบวิธีวิจัย ตัวแปร หรือเรื่องอื่นใด แล้วนำมาใช้ในการศึกษาครั้งนี้

     การทบทวนวรรณกรรมมีประโยชน์เพราะจะทำให้ผู้ศึกษาได้ทราบว่าเรื่องที่จะศึกษา ได้เคยมีใครศึกษาไว้ก่อนแล้วมากน้อยเพียงใด มีปัญหาอุปสรรคใดบ้าง ควรศึกษาซ้ำหรือศึกษาเรื่องอื่นใดเพิ่มขึ้น และหากไม่มีใครศึกษาอาจศึกษาเพิ่มเติมให้แปลกใหม่กว่าของเดิมได้อีก

     วิธีการและเทคนิค การทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องดำเนินการได้อย่างน้อย 3 แนวทาง ได้แก่

          แนวทางที่หนึ่ง นำสาระสำคัญจากวรรณกรรมหรืองานวิจัยที่เกี่ยวข้องมาแสดงให้เห็น โดยเขียนบรรยายแยกหัวข้อกันหรือไม่ต่อเนื่องกัน แนวทางนี้ วรรณกรรมหรืองานวิจัยที่นำมาใส่ไว้ในการศึกษาแต่ละเรื่องจะไม่ต่อเนื่องกัน อาจจัดแบ่งโดยเรียงตามปี พ.ศ. 

        แนวทางที่สอง นำสาระสำคัญจากวรรณกรรมหรืองานวิจัยที่เกี่ยวข้องมาเขียนพรรณนาอย่างต่อเนื่องกัน ทำให้อ่านดูแล้วสอดคล้องกันทั้งหมด  

          แนวทางที่สาม นำแนวทางที่หนึ่ง มาเพิ่มเติมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดย

               1) นำสาระสำคัญของวรรณกรรมหรืองานวิจัยที่เกี่ยวข้องมาเขียนบรรยายโดยแยกหัวข้อกัน และเรียงตามปี พ.ศ.

               2) เขียนบรรยายไว้ในตอนท้ายของวรรณกรรมหรืองานวิจัยทุกเรื่องด้วยว่า จะนำสาระสำคัญของวรรณกรรมหรืองานวิจัยนั้นไปใช้ประโยชน์ในการศึกษาครั้งนี้ได้อย่างไรหรือนำไปใช้ในหัวข้อใด เช่น สาระสำคัญของวรรณกรรมหรืองานวิจัยเรื่องนี้ จะนำไปใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับกำหนดกรอบแนวคิดที่ใช้ในการศึกษา ใช้ในหัวข้อระเบียบวิธีศึกษา ใช้ในหัวข้อคำจำกัดความของการศึกษา ใช้ในบทการวิเคราะห์ข้อมูล หรือใช้ในบทสุดท้ายคือ บทสรุปและข้อเสนอแนะ หรือจะเป็นประโยชน์ต่อการจัดทำแบบสอบถามสำหรับใช้ในการวิจัยสนาม เป็นต้น

          ดังนั้น จึงขึ้นอยู่กับว่า ผู้ศึกษาจะยึดแนวทางใดจาก 3 แนวทางข้างต้น แต่ถ้าเลือกแนวทางใด ควรจะให้เหตุผลไว้ด้วยว่า ทำไมจึงเลือกแนวทางนั้น

6. กรอบแนวคิดที่ใช้ในการศึกษา

     หลักการ กรอบแนวคิดหรือแนวทางหลักที่ใช้ในการศึกษา ส่วนหนึ่งได้มาจากการที่ผู้ศึกษาทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องข้างต้น ผนวกกับความรู้ความสามารถและประสบการณ์ของผู้ศึกษา

     วิธีการและเทคนิค เนื่องจากความรู้ความสามารถและประสบการณ์ของผู้ศึกษาแต่ละคน ย่อมแตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนำแนวคิด ทฤษฎี หรือหลักการทางวิชาการมาปรับใช้ ดังนั้น จึงทำให้การกำหนดกรอบแนวคิดที่ใช้ในการศึกษาแตกต่างกันด้วย 

     อย่างไรก็ดี เทคนิคการสร้างกรอบแนวคิดอย่างน้อยต้องประกอบด้วย 5 ประการคือ 

          1) สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และขอบเขตของการศึกษาที่ได้กำหนด

          2) กรอบแนวคิดต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของวิชาการที่เป็นที่ยอมรับหรือโต้แย้งได้ยาก

          3) กรอบแนวคิดที่นำมาใช้ต้องเป็นไปในทิศทางที่ช่วยสนับสนุน เป็นสื่อที่ชัดเจน หรือช่วยเพิ่มความเข้าใจแก่ผู้อ่าน มิใช่นำมาใช้แล้วยิ่งทำให้ผู้อ่านไม่เข้าใจมากขึ้น และ

          4) หลังจากเขียนบรรยายกรอบแนวคิดแล้ว ควรแสดงเป็นภาพด้วย

          5) ควรเขียนอธิบายข้อจำกัดของกรอบแนวคิดไว้ด้วย เช่น เป็นธรรมดาที่กรอบแนวคิดที่ใช้ในการวิเคราะห์ไม่ว่าจะเป็นลักษณะหรือรูปแบบใด ย่อมต้องมีข้อจำกัดหรือมีผู้โต้แย้งได้เสมอไม่มากก็น้อย กรอบแนวคิดของผู้ศึกษาที่เสนอไว้นี้ย่อมมีข้อจำกัดด้วยและไม่อาจนับได้ว่าเป็นกรอบแนวคิดที่สมบูรณ์ที่สุด ข้อจำกัดของกรอบแนวคิดนี้ เช่น กรอบแนวคิดที่เสนอในการศึกษานี้เหมาะสมกับสภาพในปัจจุบันเท่านั้น แต่ในอนาคตหากเกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการเมืองขึ้น อาจทำให้กรอบแนวความคิดนี้เกิดข้อบกพร่องได้บ้าง

          ตัวอย่างกรอบแนวคิดที่อาจนำไปประยุกต์ใช้ เช่น

               1) ตัวแปรต้น (เหตุ) ตัวแปรตาม (ผล)

               2) หลักเกณฑ์ใหญ่หรือหลักการทั่วไป (general) ส่วนย่อย (specific)

               3) เหตุ (cause) ผล (effect) ผลกระทบ (impact)

               4) ปัจจัยนำเข้า (input) กระบวนการปรับเปลี่ยน (process) ปัจจัยนำออก (output)

               5) ปัญหา สาเหตุ แนวทางแก้ไข

7. คำจำกัดความ

     หลักการ คำจำกัดความ หมายถึง คำนิยามปฏิบัติการ (operational definition) หรือความหมายของคำที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ทั้งนี้ เพื่อสื่อความหมายให้ผู้อ่านเข้าใจตรงกันกับผู้ศึกษา ในเวลาเดียวกัน ยังทำให้ผู้ศึกษาไม่หลงประเด็นและสามารถศึกษาให้ตรงกับความหมายที่ได้ให้ไว้ในคำจำกัดความด้วย

     วิธีการและเทคนิค บ่อยครั้งอาจใช้คำว่า นิยามปฏิบัติการ หรือ นิยามศัพท์ การให้คำจำกัดความกระทำโดยผู้ศึกษาเป็นผู้กำหนดความหมายขึ้นเอง โดยอาศัยความรู้ ความเข้าใจ และประสบการณ์ของผู้ศึกษา ความรู้และความเข้าใจของผู้ศึกษาที่นำมาใช้ในการกำหนดคำจำกัดความนั้น ส่วนหนึ่งได้มาจากการทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องรวมทั้งจากกรอบแนวคิดที่ใช้ในการศึกษา

8. ระเบียบวิธีศึกษา

     หลักการ ระเบียบวิธีศึกษามีส่วนทำให้การศึกษาได้รับการยอมรับในทางวิชาการและมีคุณค่าเพิ่มมากขึ้น เป็นส่วนที่แสดงให้ผู้อ่านทราบและเข้าใจวิธีการศึกษาอย่างเป็นระบบ เป็นสากล และเป็นที่ยอมรับ

     วิธีการและเทคนิค การเขียนบรรยายระเบียบวิธีศึกษา อาจเขียนเป็นข้อ ๆ โดยครอบคลุมเรื่องต่อไปนี้

          8.1 ประเภทของการศึกษา เช่น เป็นลักษณะของการวิจัยเอกสาร (documentary research) การวิจัยสนาม (field research) การวิจัยประยุตก์ การวิจัยแบบสำรวจ หรือการวิจัยแบบทดลอง หรือใช้หลายประเภทประกอบกัน

          8.2 วิธีการรวบรวมข้อมูล จะมี 3 วิธี

               1) รวบรวมจากเอกสาร เช่น จากตำรา หนังสือ รายงานผลการวิจัย และเอกสารต่าง ๆ ทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ รวมตลอดไปถึงข้อมูลที่ได้จากเครือข่ายระหว่างประเทศ หรือ อินเตอร์เน็ท (international network หรือ internet)

               2) รวบรวมจากการวิจัยสนาม ครอบคลุมถึงการออกไปสัมภาษณ์ด้วยแบบสอบถาม หรือแจกแบบสอบถามให้กลุ่มตัวอย่างกรอก หรือส่งทางไปรษณีย์ การรวบรวมข้อมูลการวิจัยสนามนี้ จะต้องระบุ

                    2.1) ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง "ประชากร" หมายถึง จำนวนประชาชนทั้งหมดที่ศึกษา โดยต้องระบุว่ามีจำนวนเท่าใด ส่วน "กลุ่มตัวอย่าง" หมายถึง กลุ่มบุคคลที่ถูกเลือกเพื่อเป็นตัวแทนในการตอบแบบสอบถามหรือสัมภาษณ์ โดยต้องระบุด้วยว่ามีจำนวนเท่าใด และมีวิธีการคัดเลือกมาได้อย่างไร

                    2.2) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา เช่น ใช้แบบสอบถาม ใช้เทปบันทึกเสียง กล้องถ่ายรูป หรือเครื่องบันทึกภาพ

                    2.3) การวัดตัวแปร จะวัดอย่างไร ใช้เกณฑ์อะไร

               3) รวบรวมจากการสังเกตการณ์ เป็นการสังเกตเหตุการณ์ สภาพแวดล้อม เช่น การประชุม ชีวิตความเป็นอยู่ หรือการใช้ชีวิตของกลุ่มตัวอย่าง

          8.3 วิธีการประมวลและวิธีวิเคราะห์ข้อมูล หลังจากเก็บรวบรวมข้อมูลได้แล้ว จะตรวจสอบความถูกต้องและสมบูรณ์ของแบบสอบถามทุกชุด รวมทั้งจัดคำตอบเป็นกลุ่มและเป็นหมวด จากนั้น เป็นการประมวลและวิเคราะห์ข้อมูลซึ่งอาจดำเนินการด้วยการแจงนับด้วยมือหรือใช้คอมพิวเตอร์ รวมทั้งระบุสถิติที่เหมาะสมที่จะนำมาใช้

          8.4 การนำเสนอข้อมูล  จะดำเนินการอย่างใด เช่น นำเสนอในรูปของการวิเคราะห์แบบพรรณนา (descriptive analysis) พร้อมกับมีภาพและตารางประกอบตามความจำเป็น และจัดพิมพ์เป็นรูปเล่ม

          8.5 ระยะเวลาศึกษาและแผนการดำเนินงานตลอดโครงการ

          ระบุว่าการศึกษาเริ่มตั้งแต่วันที่…เดือน…… ปี….. ถึง วันที่…เดือน….. ปี….. รวมระยะเวลา…..ปี พร้อมกันนั้น ควรระบุว่าในแต่ละเดือนหรือแต่ละช่วงเวลาจะดำเนินงานอะไรบ้าง (โดยอาจเขียนเป็นภาพเพื่อให้เห็นชัดเจนขึ้น) ตัวอย่างเช่น การศึกษาตลอดโครงการมีระยะเวลา 1 ปี แบ่งแผนการดำเนินงานตลอดโครงการ เป็น

               1) รวบรวมข้อมูลจากการวิจัยเอกสาร 3 เดือน

               2) รวบรวมข้อมูลจากการวิจัยสนาม 3 เดือน

               3) ประมวลผลข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล 3 เดือน

               4) จัดทำร่างรายงานผลการศึกษา 2 เดือน

               5) เขียนผลการศึกษาฉบับสมบูรณ์และจัดทำเป็นรูปเล่ม 1 เดือน

          8.6 งบประมาณ

          ระบุว่ามีแหล่งทุนซึ่งเป็นหน่วยงาน หรือบุคคลใดให้ทุน หรือออกทุนทำเอง

9. ประโยชน์ที่จะได้รับจากการศึกษา

     หลักการ กล่าวถึงประโยชน์ที่หน่วยงานหรือบุคคลจะได้รับจากการศึกษาครั้งนี้

     วิธีการและเทคนิค ประโยชน์ที่จะได้รับจากการศึกษาครั้งนี้อาจแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ (1) ประโยชน์ในทางวิชาการ และ (2) ประโยชน์ในทางปฏิบัติซึ่งควรระบุด้วยว่าหน่วยงานและบุคคลใดบ้างที่จะได้รับประโยชน์

          1) ประโยชน์ในทางวิชาการ เช่น

               1.1) ช่วยให้ได้ความรู้และความเข้าใจทางวิชาการในเรื่อง…..

               1.2) ช่วยให้ได้แนวทางในการพัฒนาความรู้ในเรื่อง……

               1.3) จะเป็นแนวทางในการศึกษา ค้นคว้า และวิจัยทำนองเดียวกันนี้กับกลุ่มตัวอย่างอื่น

          2) ประโยชน์ในทางปฏิบัติ

               2.1) บุคคลและหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน (เช่น รัฐสภา คณะรัฐมนตรี องค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ องค์การเอกชน สถาบันการศึกษา สื่อมวลชน นักธุรกิจ ข้าราชการประจำ รวมทั้งนักการเมืองในระดับชาติและระดับท้องถิ่น) จะได้รับประโยชน์จากการศึกษาครั้งนี้ โดยอาจนำข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงและข้อเสนอแนะไปใช้ประโยชน์ เช่น นำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนา….. โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับ…..

               2.2) ในส่วนของประชาชนหากนำไปศึกษา จะช่วยให้เกิดความรู้ความเข้าใจว่า….. และเกิดความมั่นใจว่า…..

อ้างอิงจากเว็บไซต์ http://www.wiruch.com 



   Admin ลบความคิดเห็นนี้