|

อาจารย์ได้บรรยายไปแล้วในคาบที่ 1- 2 ก็ลองมาทบทวนกันดูบ้างครับ
ความเสี่ยงภัย ภัย สภาวะภัยและความสูญเสีย
ความเสี่ยงภัย ( Risk) หมายถึง โอกาสที่จะทำให้เกิดความสูญเสียในอนาคต โดยเหตุการณ์ ที่จะเกิดขึ้นนั้นเป็นเหตุการณ์ที่มีความไม่แน่นอน
ภัย ( Peril) หมายถึง สาเหตุที่ทำให้เกิดความเสียหาย?
สภาวะภัย ( Hazard) หมายถึง เงื่อนไขหรือปัจจัยที่ทำให้เพิ่มหรือลดของความสูญเสียที่เกิดขึ้น
ความสูญเสีย ( Loss) หมายถึง การลดลงหรือสูญเสียไปซึ่งมูลค่าอันเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ ที่ไม่แน่นอน
ตัวอย่างที่ 1 ขับรถไปตามถนนบังเอิญฝนตกถนนลื่นแล้วเกิดไปชนกับรถอีกคันหนึ่ง
การขับรถไปตามถนน เป็น ความเสี่ยงภัย
การชนกัน เป็น ภัย
ถนนลื่น เป็น สภาวะภัย
ความสูญเสีย คือ การเสียเงินในการซ่อมรถ
ตัวอย่างที่ 2 บ้านไม้อยู่ใกล้สลัม แล้วเกิดไฟไหม้ในสลัมโดยบังเอิญ
บ้านอยู่ในสลัม เป็น ความเสี่ยงภัย
ไฟไหม้ เป็น ภัย
บ้านสร้างด้วยไม้ เป็น ภาวะภัย
ความสูญเสีย คือ การเสียทรัพย์สินและเงินทอง
ต่อไปนี้เรามาดูในเรื่องของความเสี่ยงภัยต่อครับ
ประเภทของความเสี่ยงภัย เราสามารถจำแนกความเสี่ยงภัยออกได้เป็น 5 ประเภท
1. ความเสี่ยงภัยที่แท้จริงและความเสี่ยงภัยที่มุ่งเก็งกำไร
- ความเสี่ยงภัยที่แท้จริง ( Pure risk) หมายถึง ความเสี่ยงภัยนั้นมีโอกาสเกิดความสูญเสียเพียงอย่างเดียวโดยที่ผู้เสี่ยงภัยไม่อยากให้เกิดขึ้น ไม่มีเจตนาทำให้เกิดเหตุการณ์ที่จะนำมาซึ่งความเสียหาย เช่น โรคภัยไข้เจ็บ น้ำท่วม ไฟไหม้ รถชน พายุ เป็นต้น
- ความเสี่ยงภัยที่มุ่งเก็งกำไร (Speculative risk) หมายถึง ความเสี่ยงภัยที่มีเจตนาจะเข้าไปเสี่ยง การเสี่ยงภัยยังไม่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น แต่ผู้เสี่ยงภัยเป็นผู้สร้างความเสี่ยงภัยขึ้นเอง เพื่อหวังผลประโยชน์หรือ กำไร และอาจจะขาดทุน หรือคุ้มทุนก็ได้ เช่น การซื้อหุ้น เป็นต้น
2. ความเสี่ยงภัยพื้นฐานและความเสี่ยงภัยจำเพาะ
- ความเสี่ยงภัยพื้นฐาน ( Fundamental risk ) หมายถึง ความเสี่ยงภัยที่มีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจพื้นฐานโดยรวม ก่อให้เกิดความเสียหายต่อคนจำนวนมากซึ่งไม่สามารถควบคุมได้ เช่น การเกิดภาวะเงินเฟ้อ เงินฝืด แผ่นดินไหว น้ำท่วม สงคราม การว่างงาน เป็นต้น
- ความเสี่ยงภัยจำเพาะ ( Particular risk ) หมายถึง ความเสี่ยงภัยที่มีผลกระทบและก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือกลุ่มบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจง เช่น เกิดอุบัติเหตุรถชน ไฟไหม้บ้าน การขโมยรถ การปล้นธนาคาร เป็นต้น
3. ความเสี่ยงภัยที่แปรผันได้และความเสี่ยงภัยคงที่
- ความเสี่ยงภัยที่แปรผันได้ ( Dynamic risk ) หมายถึง ความเสี่ยงภัยที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของภาวะทางเศรษฐกิจ แล้วก่อให้เกิดความเสียหายทางการเงินแก่เจ้าของทรัพย์สิน เช่น การเปลี่ยนแปลงรสนิยมของผู้บริโภค การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี เป็นต้น
- ความเสี่ยงภัยที่คงที่ ( Static risk ) หมายถึง ความเสี่ยงภัยที่เกิดจากสาเหตุอื่นและไม่ขึ้นกับการเปลี่ยนแปลงสภาวะทางเศรษฐกิจ เช่น ความเสี่ยงภัยที่เกิดจากภัยธรรมชาติซึ่งมนุษย์จะต้องเสี่ยงภัยตลอดเวลา ไม่ว่าสถานการณ์อื่นจะเปลี่ยนแปลง ความไม่ซื่อสัตย์ของพนักงาน เป็นต้น
4. ความเสี่ยงภัยที่ก่อให้เกิดความเสียหายวัดเป็นตัวเงินได้และความเสี่ยงภัยที่ก่อให้เกิดความเสียหายวัดเป็นตัวเงินไม่ได้
- ความเสี่ยงภัยที่ก่อให้เกิดความเสียหายวัดเป็นตัวเงินได้ ( Financial risk ) เช่น ไฟไหม้บ้าน รถชน เป็นต้น
- ความเสี่ยงภัยที่ก่อให้เกิดความเสียหายวัดเป็นตัวเงินไม่ได้ ( No financial risk ) เช่น เรื่อง ของจิตใจ การเสียชีวิต เป็นต้น
5. ความเสี่ยงภัยที่เอาประกันได้ และความเสี่ยงภัยที่เอาประกันไม่ได้
5.1 ความเสี่ยงภัยที่เอาประกันได้ ( Insurable Risk )
หมายถึง ความเสี่ยงภัยที่มีลักษณะเป็น Pure Risk และ Particular Risk ความเสี่ยงภัยที่เอาประกันได้ มีลักษณะดังนี้
- จำนวนของการเสี่ยงภัยที่มีสภาพและลักษณะคล้ายคลึงกันจะต้องมีจำนวนมากพอ
- ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นนั้นต้องสามารถหาสาเหตุ และ ประเมินความเสียหายเป็น ตัวเงินได้
- ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นนั้นต้องเป็นอุบัติเหตุ
- โอกาสที่จะเกิดความเสียหายสามารถคาดคะเนหรือคำนวณได้
- ความเสียหายที่เกิดขึ้นต้องไม่เป็นมหันตภัย ท ความเสียหายที่เกิดขึ้น ผู้เอาประกันภัยจะต้องมีส่วนได้เสีย
- ความเสี่ยงภัยนั้นควรเป็นความเสี่ยงภัยที่แท้จริง และเป็นความเสี่ยงภัยจำเพาะ
5.2 ความเสี่ยงภัยที่เอาประกันไม่ได้ ( Uninsurable Risk ) มีลักษณะดังนี้
5.2.1 ขาดตัวเลขทางสถิติ
- ภัยต่อสาธารณชน หรือ ขัดผลประโยชน์ต่อสาธารณชน เช่น ขับรถผิดกฎจราจร
- ความเสี่ยงภัยที่เสี่ยงมากเกินไป
ต่อไปก็คงต้องมาศึกษาในเรื่อง ภัย (Perils) ว่ามีอะไรกันบ้างน่ะครับ
ประเภทของภัย เราสามารถแบ่งภัยออกเป็น 3 ประเภท คือ
1. ภัยจากธรรมชาติ ( Natural Perils) หมายถึง เหตุที่อยู่นอกเหนือความสามารถของมนุษย์ที่จะควบคุมได้ เช่น ไฟป่า พายุ ภูเขาไฟระเบิด เป็นต้น
2. ภัยที่มนุษย์สร้างขึ้น ( Human Perils) หมายถึง เหตุที่เกิดจากการกระทำของบุคคล เช่น การลอบวางเพลิง การฆาตกรรม การจลาจล เป็นต้น
3. ภัยจากเศรษฐกิจ ( Economic Perils) หมายถึง เหตุที่เกิดจากสภาพทางเศรษฐกิจ เช่น การเกิดภาวะเงินฝืด การเปลี่ยนแปลงรสนิยมของผู้บริโภค
ประเภทของสภาวะภัย เราสามารถแบ่งสภาวะภัย ออกเป็น 3 ประเภท คือ
1. สภาวะทางด้านกายภาพ ( Physical Hazard) หมายถึง คุณสมบัติทางกายภาพที่เอื้อให้หรือส่งเสริมให้เกิดความเสียหายได้มากขึ้น เช่น บ้านในชุมชนแออัดย่อมมีการเสี่ยงภัยจากการที่จะเกิดไฟไหม้สูงกว่าบ้านที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวมีบริเวณกว้างขวาง อาชีพนักแข่งรถย่อมเสี่ยงภัยจากการตายหรือบาดเจ็บสูงกว่าผู้จัดการธนาคาร เป็นต้น
2. สภาวะทางด้านศีลธรรม (Moral Hazard) หมายถึง สภาวะที่มีการเสี่ยงภัยที่สูงขึ้นเกิดจากสภาพทางด้านจิตใจของบุคคล เป็นการกระทำที่ไม่มีคุณธรรมหรือไม่สุจริต ทั้งนี้เพื่อหวังผลประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งจากการประกันภัย
เช่น ความไม่ซื่อสัตย์ของผู้เอาประกันภัยโดยทำการเอาทรัพย์สินที่เอาประกันเพื่อหวังจะได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากผู้รับประกันภัย
3. สภาวะทางด้านจิตสำนึกในการป้องกันภัย ( Morale Hazard ) หมายถึง สภาวะที่บุคคลไม่พยายามทำหรือไม่กระทำให้ความเสี่ยงภัยนั้นลดน้อยลง หรือ ลดความเสียหายลง หรือ เป็นสภาวะที่ก่อให้เกิดความเสียหายที่มิได้เจตนา แต่เกิดจากการขาดความระมัดระวังในการป้องกันภัย เป็นสภาวะเสี่ยงภัยที่สูงขึ้น เกิดขึ้นจากสภาพจิตใจเหมือนกับ Moral Hazard แต่ว่าเป็นการกระทำที่ไม่มีเจตนาทุจริต แต่เกิดจากนิสัยของบุคคล เช่น การประมาทเลินเล่อ นอนสูบบุหรี่บนเตียงนอน การไม่ดับธูป หรือ เทียนก่อนออกจากบ้าน เป็นต้น
ต่อไปเรามาดูเรื่องของความสูญเสีย คือ ความเสียหาย หรือการที่เราไม่สามารถใช้ประโยชน์ เสื่อมประโยชน์ หรือไม่ได้รับประโยชน์จากสิ่งที่เราต้องการ เช่นว่านี้ต้องมาดูว่าประเภทของความสูญเสีย นั้นมีอะไรบ้างซึ่งเราสามารถแบ่งความสูญเสีย ออกเป็น 3 ประเภท คือ
1. การสูญเสียชีวิต หรือ การสูญเสียรายได้ของบุคคล ( Personal Loss)
เป็นการสูญ เสียที่เกิดจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร การเป็นบุคคลทุพพลภาพ การว่างงาน
2. การสูญเสียทรัพย์สิน ( Property Loss)
เป็นการสูญเสียไม่ว่าทางตรงหรือเป็นผลต่อ เนื่องจากภัยที่เกิดขึ้น
3. การสูญเสียทางการเงินอันเนื่องจากความรับผิดชอบต่อบุคคลอื่นตามกฏหมาย ( Legal Liability Loss)
เป็นความสูญเสียทางการเงินที่เป็นการรับผิดชอบของผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สิน หรือ ธุรกิจนั้นที่เป็นสาเหตุก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น
สำหรับครั้งหน้าอาจารย์คงจะมาต่อในส่วนของเรื่องวิธีการจัดการกับความเสียหาย และความเสี่ยงต้องการความเสียหายจากภัยต่างๆ อันจะนำไปสู่เนื้อหาที่เรากำลังจะต้องเรียนกัน เพื่อทำความเข้าใจกับประเด็นของแนวทางเพื่อการประกันภัย และจะนำไปสู่กระบวนการของการประกันภัย ตลอดถึงระเบียบ ข้อบังคับ แนวทางปฏิบัติ จนถึงกฎหมายประกันภัยนั่นเอง
การบริหารการเสี่ยงภัย ( Risk Management)
การบริหารการเสี่ยงภัย หมายถึง กระบวนการวางแผนและประเมินผลความเสี่ยง โดยการเลือกภัยวิธีที่ดีสุด ในการจัดการความสูญเสีย และผลต่างๆที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขั้นตอนในการจัดการความเสี่ยงภัย มีดังนี้ คือ
1. การวิเคราะห์ภัยที่อาจก่อให้เกิดความเสียหาย
2. การหาวิธีการในการจัดการความเสี่ยงภัย
3. การคัดเลือกวิธีการที่ดีที่สุด
4. การปฏิบัติตามแผนหรือวิธีการที่ได้เลือกไว้
5. ตรวจสอบและเปลี่ยนแปลงวิธีการให้เหมาะสมกับภัยที่เปลี่ยนแปลงไป
อาจารย์ขอจบเนื้อหาไว้เพียงเท่านี้ก่อนแล้วค่อยมาอธิบายกันต่อ นศ.มีประเด็นใดที่ต้องการจะถามก็ขอให้ต้องกระทู้ไว้แล้วอาจารย์จะเข้ามาตอบให้ในกระดาบเว็ปบอร์ด หรือในห้องบรรยาย แล้วแต่ความเหมาะสมครับ
อ.โกญจนาท เจริญสุข
|