รัฐทุกรัฐทั่วโลกมีการเก็บภาษีอากรจากประชาชน โดยประชาชนในรัฐนั้นไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลย่อมเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรให้แก่รัฐทั้งสิ้น ประเทศไทยก็เช่นเดียวกันมีการจัดเก็บภาษีอากรมากมายหลายประเภท อาทิเช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นต้น แต่จะมีผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรสักกี่คนที่จะทราบถึงรายละเอียดของภาษีอากรอย่างแท้จริงว่ารัฐเก็บภาษีดังกล่าวไปด้วยเหตุผลใด และภาษีอากรนั้นคืออะไรกันแน่ ด้วยเหตุนี้จึงควรมีการศึกษาถึงเรื่องภาษีอากร อย่างน้อยก็เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรได้ทราบและเข้าใจรายละเอียดของภาษีอากร อันจะช่วยให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรได้ตระหนักถึงความสำคัญและไม่หลีกเลี่ยงภาษีอากรได้อีกทางหนึ่ง
ความหมายของภาษีอากร
โดยทั่วไปแล้วคำว่า "ภาษีอากร" นั้น คือ สิ่งที่รัฐบาลบังคับจัดเก็บจากราษฎรหรือประชาชนและนำไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนรวม โดยไม่มีผลตอบแทนโดยตรงแก่ผู้เสียภาษีอากรนั้น อย่างไรก็ตามคำนิยามดังกล่าวก็ไม่ได้ครอบคลุมถึงทุกอย่างที่ถือเป็นภาษีอากรทั้งหมด อาจเรียกว่าการให้ความหมายดังกล่าวเป็นการให้ความหมายอย่างแคบ ทั้งนี้เนื่องจากการจัดเก็บภาษีอากรบางอย่าง เช่น อากรรังนก นั้นก่อให้เกิดผลประโยชน์ตอบแทนแก่ผู้มีหน้าที่เสียภาษี เพียงแต่ผลตอบแทนที่ได้รับนั้นมีสัดส่วนมากกว่าภาษีอากรที่ต้องเสียโดยไม่อาจเทียบสัดส่วนกันได้อย่างไรก็ตาม ได้มีผู้ให้ความหมายของคำว่า "ภาษีอากร" ไว้อีกแนวหนึ่งว่า หมายถึง เงินได้หรือทรัพยากรที่เคลื่อนย้ายจากภาคเอกชนไปยังภาครัฐบาล แต่ไม่รวมถึงการกู้ยืมหรือขายสินค้าหรือให้บริการในราคาทุนโดยรัฐบาล
เมื่อพิจารณาความหมายของคำว่า "ภาษีอากร" ทั้ง 2 แนวจะพบว่า ความหมายของภาษีอากรนั้นมีลักษณะสอดคล้องกัน 3 ประการ กล่าวคือ
(1)
ลักษณะบังคับ เนื่องจากภาษีเป็นส่วนแบ่งภาระสาธารณะที่มาจากการที่รัฐใช้อำนาจบังคับจัดเก็บจากประชาชน ด้วยเหตุนี้ส่วนแบ่งดังกล่าวจึงไม่ได้เกิดจากความสมัครใจ
(2)
ลักษณะการเป็นรายได้ที่ไม่เป็นผลประโยชน์ตอบแทนโดยตรง หมายถึง ผู้เสียภาษีไม่ได้รับผลตอบแทนโดยตรงหรือพิเศษเฉพาะตัว เพราะภาษีที่จ่ายไปนั้นไม่ได้พิจารณาจากสัดส่วนของประโยชน์ที่ผู้เสียภาษีได้รับจากรัฐ
(3)
ลักษณะถาวร หมายถึง ผู้เสียภาษีชำระภาษีให้แก่รัฐโดยไม่อาจเรียกคืนภาษีที่ชำระไปทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของมหาชนเป็นหลักกล่าวโดยสรุปได้ว่า "ภาษีอากร" นั้น หมายถึง สิ่งที่รัฐบังคับจัดเก็บจากประชาชนโดยที่ประชาชนเหล่านั้นไม่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนกลับมาโดยตรงหรือพิเศษเฉพาะกลุ่ม ทั้งนี้โดยมุ่งหวังไปที่ประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ ดังนั้นการจัดเก็บภาษีอากรจึงเป็นไปในลักษณะถาวร โดยประชาชนผู้เสียภาษีไม่อาจเรียกคืนภาษีที่จัดเก็บอย่างถูกต้องแล้วจากรัฐได้
วัตถุประสงค์ในการจัดเก็บภาษีอากร
อย่างที่ทราบกันอยู่โดยทั่วไปว่ารัฐนั้นจัดเก็บภาษีอากรจากประชาชนเพื่อนำไปใช้จ่ายในกิจการอันเป็นสาธารณประโยชน์สำหรับประชาชนในรัฐเอง ซึ่งวัตถุประสงค์ดังกล่าวถือเป็นวัตถุประสงค์หลักในการที่รัฐจัดเก็บภาษีอากรจากประชาชน อย่างไรก็ตามยังมีวัตถุประสงค์อื่น ๆ ที่รัฐนำมาตรการจัดเก็บภาษีอากรมาเป็นเครื่องมือเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ที่รัฐดำเนินการไว้ เราจึงอาจสรุปวัตถุประสงค์ในการจัดเก็บภาษีอากรของรัฐได้เป็นข้อ ๆ ดังต่อไปนี้
(1)
หารายได้แก่รัฐ
เนื่องจากรัฐมีค่าใช้จ่ายในกิจการต่าง ๆ อันเป็นไปเพื่อสาธารณประโยชน์ในรัฐ อาทิเช่น การดำเนินการด้านสาธารณูปโภคต่าง ๆ ตลอดจนการรักษาความมั่นคงของรัฐ ดังนั้นรัฐจึงจำเป็นต้องมีรายได้เพียงพอที่จะนำมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการดำเนินการ ดังกล่าว ซึ่งการจัดเก็บภาษีอากรจากประชาชนในรัฐนั้นถือเป็นรายได้หลักที่รัฐได้รับ
(2)
กระจายรายได้
เนื่องจากประชาชนทุกคนในรัฐล้วนแต่มีความสามารถในการหารายได้ไม่เท่าเทียมกัน ดังนั้นเพื่อให้การจัดเก็บภาษีอากรเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยกระจายรายได้ของประชาชน รัฐจึงกำหนดอัตราภาษีตามความสามารถของผู้มีหน้าที่เสียภาษี กล่าวคือ ประชาชนผู้มีรายได้มากย่อมถูกจัดเก็บภาษีอากรในสัดส่วนที่สูงกว่าผู้มีรายได้น้อย
(3)
รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
เห็นได้ชัดเจนในช่วงการฟื้นฟูสภาพทางเศรษฐกิจในช่วงปี พ.ศ. 2543-2546 เนื่องจากเป็นช่วงภาวะเศรษฐกิจซบเซา ประสบกับปัญหามากมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีจำนวนประชาชนว่างงานค่อนข้างสูง ด้วยเหตุนี้รัฐจึงใช้มาตรการทางภาษีอากรมาช่วยรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจไว้ อาทิเช่น มีการลดอัตราภาษีบางชนิด เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ตลอดจนมีการกำหนดยกเว้นการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับบุคคลธรรมดาผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ แต่มีรายได้ไม่เกิน 80,000 บาท ในปีภาษี 2546 นี้ เป็นต้น ซึ่งมาตรการเหล่านี้มีส่วนกระตุ้นให้เศรษฐกิจดีขึ้นอันเป็นการช่วยเหลือรัฐในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจได้อีกทางหนึ่ง
(4)
ส่งเสริมธุรกิจการค้า
อาทิเช่น หากรัฐต้องการจะส่งเสริมธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งเพื่อส่งออกอันจะช่วยเพิ่มพูนรายได้ให้แก่ประชาชนในรัฐเอง รัฐก็อาจกำหนดอัตราภาษีศุลกากรสำหรับการส่งออกสินค้าที่ผลิตได้จากธุรกิจนั้นในอัตราที่ต่ำลง หรืออาจกำหนดยกเว้นการจัดเก็บภาษีส่งออกสำหรับสินค้าดังกล่าวข้างต้นก็ได้ เพื่อเป็นการส่งเสริมธุรกิจการค้าประเภทนั้น
(5)
ควบคุมการบริโภคของประชาชน
เนื่องจากสินค้าอุปโภคบริโภคบางอย่างเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยไม่ใช่สิ่งจำเป็นแก่การดำรงชีพของประชาชน อาทิเช่น สุรา บุหรี่ เป็นต้น ดังนั้นรัฐจึงกำหนดให้สินค้าเหล่านี้ต้องเสียภาษีสรรพสามิตเพิ่มขึ้นจากภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องเสียอยู่แล้ว เพื่อแสดงให้เห็นว่าหากประชาชนจะบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือยเหล่านี้ก็ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นอันเป็นการ ควบคุมการบริโภคของประชาชนได้อีกทางหนึ่ง
(6)
สนองนโยบายบางอย่างของรัฐ
อาทิเช่น นโยบายในการควบคุมจำนวนประชาชนของรัฐ เห็นได้จากการกำหนดให้มีการนับจำนวนบุตรของผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทั้งนี้เพื่อนำไปพิจารณาหักค่าลดหย่อนในการเสียภาษีดังกล่าวหรือนโยบายในการส่งเสริมการศึกษา ที่ให้บุตรที่อยู่ในเกณฑ์ที่บุคคลธรรมดาผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะสามารถหักลดหย่อนได้นั้นสามารถหักลดหย่อนได้เพิ่มขึ้นจากเดิม หากบุตรดังกล่าวกำลังศึกษาอยู่ในประเทศไทย เป็นต้น
ลักษณะของภาษีอากรที่ดี
เนื่องจากภาษีอากรเป็นรายได้หลักที่รัฐบังคับจัดเก็บจากประชาชน ดังนั้นจึงต้องมีการตรากฎหมายพิเศษขึ้นมาเพื่อเป็นหลักเกณฑ์ในการจัดเก็บภาษีอากร อันจะทำให้ประชาชนทุกคนได้ตระหนักถึงหน้าที่ในการเสียภาษีที่ชัดเจน ซึ่งกฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อเป็นหลักเกณฑ์ในการจัดเก็บภาษีอากรที่ดีนั้นต้องคำนึงถึงลักษณะต่าง ๆ ของภาษีอากรที่ดีด้วยเพื่อให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งลักษณะของภาษีอากรที่ดีมักจะประกอบด้วยหลักสำคัญ ดังต่อไปนี้
(1)
หลักความเป็นธรรม (Equity) การจัดเก็บภาษีอากรนั้นต้องเป็นไปอย่างยุติธรรมโดยคำนึงถึงความสามารถหรือสิ่งที่แสดงถึงความสามารถของผู้เสียภาษีเป็นสำคัญ ทั้งนี้ต้องอยู่ภายใต้หลักความเสมอภาคในทางกฎหมายด้วย