ท่านยังไม่ได้ใส่ logo กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อใส่ภาพโลโก้ประจำบอร์ดที่ต้องการ
ติดต่อโฆษณา  |  สมัครใช้งานสุดยอดแห่ง Free Webboard ได้แล้ววันนี้ คลิ๊ก !!  | แจ้งบอร์ดไม่เหมาะสม


  หมวดเว็บบอร์ดเริ่มต้น (ท่านสามารถแก้ไขได้)

  

  Topic : สำหรับเด็กกฎหมายภาษีอากร (คลอง6) น่ะครับ

Delete
Admin ลบกระทู้
   Page [1] 2 3   Next >>
  สมาชิกพิเศษ
konjanard

  
kcl_consultant@hotmail.com 124.120.145.120

  โพสต์เมื่อ : 10 มิ.ย. 2551 00:10 น.



  

เว็ปบอร์ดนี้สำหรับนักศึกษาวิชากฎหมายภาษีอากร (05-110-216)  ม.เทคโนโลยีราชมงคล ธัญบุรี ครับป๋ม มีปัญหาอะไรก็เข้ามาถามกันแล้วกันได้ครับ หรือจะเป็นที่ส่งข่าวสารให้กับเพื่อนก็ได้นะครับ

                                                            my life is service

                                                          อ.โกญจนาท  เจริญสุข

 



   Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
 


  10 มิ.ย. 2551 01:06 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
konjanard

  
law_kru@hotmail.com 124.120.145.120

  

  

สำหรับในคาบแรกที่อาจารย์บรรยายเป็นเรื่องการอธิบายเรื่องของเค้าโครงและเนื้อหาของวิชาการภาษีอากร 05-110-216  มีรายละเอียดดังนี้

1. อาจารย์ผู้บรรยาย  อ.โกญจนาท  เจริญสุข (นบ.นม.(กฎหมายธุรกิจ) อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกริก

2. เอกสารการบรรยาย  การภาษีอากร ของกรมสรรพากร พ.ศ.2551 (ราคา 195บาท) ดังนี้ ให้หัวหน้าห้องทำหน้าที่เช็คจำนวนผู้ที่ต้องการจะสั่งซื้อ แล้วแจ้งยอดนักศึกษาที่สั่งมาให้อาจารย์ เพื่อจะได้ให้เขานำหนังสือมาส่ง(ได้รับหนังสือประมาณสัปดาห์ที่3)

3.เกณฑ์การวัดผล แบ่งเป็น 60 : 40

  การเก็บคะแนนระหว่างเรียน 60 คะแนน

 แบ่งเป็น 20 - 40  (การเข้าชันเรียน การบ้าน และงานที่มอบหมาย  20 )

                              (สอบกลางภาค 40 คะแนน)

             คะแนนปลายภาค    40   คะแนน

เนื้อหาวิชาต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

(1) ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับภาษีอากร อันประกอบไปด้วย

- ความหมายของภาษีอากร

- วัตถุประสงค์ในการจัดเก็บภาษีอากร

- ลักษณะของภาษีอากรที่ดี

- ลักษณะพิเศษของกฎหมายภาษีอากร

- โครงสร้างของกฎหมายภาษีอากร

- การจำแนกประเภทภาษีอากร

- ประเภทภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร

(2) ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อันประกอบไปด้วย

- ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

- เงินได้พึงประเมินและแหล่งเงินได้

- การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

- การหักค่าใช้จ่ายของเงินได้พึงประเมินแต่ละประเภท

- การหักค่าลดหย่อนต่าง ๆ

- วิธีการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และการยื่นชำระภาษี

(3) ภาษีเงินได้นิติบุคคล อันประกอบไปด้วย

- ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล

- ฐานภาษีเงินได้นิติบุคคล

- อัตราภาษีและการยื่นชำระภาษี

(4) ภาษีมูลค่าเพิ่ม อันประกอบไปด้วย

- ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

- การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม

- ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

- ฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม

- อัตราภาษีและการยื่นชำระภาษี

 


  10 มิ.ย. 2551 01:13 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
konjanard

  
law_kru@hotmail.com 124.120.145.120

  

  

การบรรยายครั้งที่ 2 (9-6-51)

ประเด็นที่บรรยายเป็นภาพรวมเกี่ยวกับการภาษีอากรโดยทั่วไปๆ

     เนื่องจากภาษีอากรเป็นการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล อันถือว่าเป็นรายได้หลักที่รัฐจัดเก็บเพื่อนำมาใช้จ่ายในการสาธารณประโยชน์ต่าง ๆ รวมไปถึงการรักษาความมั่นคงของประเทศ ดังนั้นถ้ามองในแง่ของการใช้อำนาจรัฐแล้วกฎหมายภาษีอากรนั้นอาจถือว่าเป็นกฎหมายมหาชนได้ และในขณะเดียวกันกฎหมายภาษีอากรนั้นก็ใช้กับผู้มีหน้าที่เสียภาษีซึ่งเป็นเอกชนเสียส่วนใหญ่ กฎหมายภาษีอากรจึงอาจถือว่าเป็นกฎหมายเอกชนได้อีกด้วย ดังนั้นกฎหมายภาษีอากรจึงมีความสำคัญที่จำเป็นต้องศึกษาทำความเข้าใจ ทั้งนี้ผู้ศึกษาควรจะได้ทราบและเข้าใจถึงหลักเกณฑ์ที่ใช้บังคับโดยทั่วไปของกฎหมายภาษีอากร เพื่อจะนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อีกทางหนึ่ง

วัตถุประสงค์

เพื่อให้ทราบและเข้าใจถึงหลักการจัดเก็บภาษีอากรของไทย ตามกฎหมายไทยกล่าวคือศึกษาตามประมวลรัษฎากรเป็นหลัก เพราะประมวลรัษฎากรนั้นเป็นกฎหมายภาษีอากรของไทยที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน ทั้งนี้โดยมุ่งให้เข้าใจถึงความสำคัญของการจัดเก็บภาษีอากร ตลอดจนความหมายของเงินได้พึงประเมิน ประเภทของเงินได้พึงประเมิน และภาษีอากรประเภทต่าง ๆ ตามประมวลรัษฎากร ว่าภาษีอากรแต่ละประเภทนั้นมีลักษณะสำคัญอย่างไรบ้าง ใครเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี และภาษีอากรแต่ละประเภทนั้นมีวิธีการจัดเก็บอย่างไร

รัฐทุกรัฐทั่วโลกมีการเก็บภาษีอากรจากประชาชน โดยประชาชนในรัฐนั้นไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลย่อมเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรให้แก่รัฐทั้งสิ้น ประเทศไทยก็เช่นเดียวกันมีการจัดเก็บภาษีอากรมากมายหลายประเภท อาทิเช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นต้น แต่จะมีผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรสักกี่คนที่จะทราบถึงรายละเอียดของภาษีอากรอย่างแท้จริงว่ารัฐเก็บภาษีดังกล่าวไปด้วยเหตุผลใด และภาษีอากรนั้นคืออะไรกันแน่ ด้วยเหตุนี้จึงควรมีการศึกษาถึงเรื่องภาษีอากร อย่างน้อยก็เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรได้ทราบและเข้าใจรายละเอียดของภาษีอากร อันจะช่วยให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรได้ตระหนักถึงความสำคัญและไม่หลีกเลี่ยงภาษีอากรได้อีกทางหนึ่ง

ความหมายของภาษีอากร

โดยทั่วไปแล้วคำว่า "ภาษีอากร" นั้น คือ สิ่งที่รัฐบาลบังคับจัดเก็บจากราษฎรหรือประชาชนและนำไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนรวม โดยไม่มีผลตอบแทนโดยตรงแก่ผู้เสียภาษีอากรนั้น อย่างไรก็ตามคำนิยามดังกล่าวก็ไม่ได้ครอบคลุมถึงทุกอย่างที่ถือเป็นภาษีอากรทั้งหมด อาจเรียกว่าการให้ความหมายดังกล่าวเป็นการให้ความหมายอย่างแคบ ทั้งนี้เนื่องจากการจัดเก็บภาษีอากรบางอย่าง เช่น อากรรังนก นั้นก่อให้เกิดผลประโยชน์ตอบแทนแก่ผู้มีหน้าที่เสียภาษี เพียงแต่ผลตอบแทนที่ได้รับนั้นมีสัดส่วนมากกว่าภาษีอากรที่ต้องเสียโดยไม่อาจเทียบสัดส่วนกันได้อย่างไรก็ตาม ได้มีผู้ให้ความหมายของคำว่า "ภาษีอากร" ไว้อีกแนวหนึ่งว่า หมายถึง เงินได้หรือทรัพยากรที่เคลื่อนย้ายจากภาคเอกชนไปยังภาครัฐบาล แต่ไม่รวมถึงการกู้ยืมหรือขายสินค้าหรือให้บริการในราคาทุนโดยรัฐบาล

เมื่อพิจารณาความหมายของคำว่า "ภาษีอากร" ทั้ง 2 แนวจะพบว่า ความหมายของภาษีอากรนั้นมีลักษณะสอดคล้องกัน 3 ประการ กล่าวคือ

(1) ลักษณะบังคับ เนื่องจากภาษีเป็นส่วนแบ่งภาระสาธารณะที่มาจากการที่รัฐใช้อำนาจบังคับจัดเก็บจากประชาชน ด้วยเหตุนี้ส่วนแบ่งดังกล่าวจึงไม่ได้เกิดจากความสมัครใจ

(2) ลักษณะการเป็นรายได้ที่ไม่เป็นผลประโยชน์ตอบแทนโดยตรง หมายถึง ผู้เสียภาษีไม่ได้รับผลตอบแทนโดยตรงหรือพิเศษเฉพาะตัว เพราะภาษีที่จ่ายไปนั้นไม่ได้พิจารณาจากสัดส่วนของประโยชน์ที่ผู้เสียภาษีได้รับจากรัฐ

(3) ลักษณะถาวร หมายถึง ผู้เสียภาษีชำระภาษีให้แก่รัฐโดยไม่อาจเรียกคืนภาษีที่ชำระไปทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของมหาชนเป็นหลักกล่าวโดยสรุปได้ว่า "ภาษีอากร" นั้น หมายถึง สิ่งที่รัฐบังคับจัดเก็บจากประชาชนโดยที่ประชาชนเหล่านั้นไม่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนกลับมาโดยตรงหรือพิเศษเฉพาะกลุ่ม ทั้งนี้โดยมุ่งหวังไปที่ประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ ดังนั้นการจัดเก็บภาษีอากรจึงเป็นไปในลักษณะถาวร โดยประชาชนผู้เสียภาษีไม่อาจเรียกคืนภาษีที่จัดเก็บอย่างถูกต้องแล้วจากรัฐได้

 วัตถุประสงค์ในการจัดเก็บภาษีอากร

อย่างที่ทราบกันอยู่โดยทั่วไปว่ารัฐนั้นจัดเก็บภาษีอากรจากประชาชนเพื่อนำไปใช้จ่ายในกิจการอันเป็นสาธารณประโยชน์สำหรับประชาชนในรัฐเอง ซึ่งวัตถุประสงค์ดังกล่าวถือเป็นวัตถุประสงค์หลักในการที่รัฐจัดเก็บภาษีอากรจากประชาชน อย่างไรก็ตามยังมีวัตถุประสงค์อื่น ๆ ที่รัฐนำมาตรการจัดเก็บภาษีอากรมาเป็นเครื่องมือเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ที่รัฐดำเนินการไว้ เราจึงอาจสรุปวัตถุประสงค์ในการจัดเก็บภาษีอากรของรัฐได้เป็นข้อ ๆ ดังต่อไปนี้

(1) หารายได้แก่รัฐ

เนื่องจากรัฐมีค่าใช้จ่ายในกิจการต่าง ๆ อันเป็นไปเพื่อสาธารณประโยชน์ในรัฐ อาทิเช่น การดำเนินการด้านสาธารณูปโภคต่าง ๆ ตลอดจนการรักษาความมั่นคงของรัฐ ดังนั้นรัฐจึงจำเป็นต้องมีรายได้เพียงพอที่จะนำมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการดำเนินการ ดังกล่าว ซึ่งการจัดเก็บภาษีอากรจากประชาชนในรัฐนั้นถือเป็นรายได้หลักที่รัฐได้รับ

(2) กระจายรายได้

เนื่องจากประชาชนทุกคนในรัฐล้วนแต่มีความสามารถในการหารายได้ไม่เท่าเทียมกัน ดังนั้นเพื่อให้การจัดเก็บภาษีอากรเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยกระจายรายได้ของประชาชน รัฐจึงกำหนดอัตราภาษีตามความสามารถของผู้มีหน้าที่เสียภาษี กล่าวคือ ประชาชนผู้มีรายได้มากย่อมถูกจัดเก็บภาษีอากรในสัดส่วนที่สูงกว่าผู้มีรายได้น้อย

(3) รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

เห็นได้ชัดเจนในช่วงการฟื้นฟูสภาพทางเศรษฐกิจในช่วงปี พ.. 2543-2546 เนื่องจากเป็นช่วงภาวะเศรษฐกิจซบเซา ประสบกับปัญหามากมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีจำนวนประชาชนว่างงานค่อนข้างสูง ด้วยเหตุนี้รัฐจึงใช้มาตรการทางภาษีอากรมาช่วยรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจไว้ อาทิเช่น มีการลดอัตราภาษีบางชนิด เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ตลอดจนมีการกำหนดยกเว้นการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับบุคคลธรรมดาผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ แต่มีรายได้ไม่เกิน 80,000 บาท ในปีภาษี 2546 นี้ เป็นต้น ซึ่งมาตรการเหล่านี้มีส่วนกระตุ้นให้เศรษฐกิจดีขึ้นอันเป็นการช่วยเหลือรัฐในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจได้อีกทางหนึ่ง

(4) ส่งเสริมธุรกิจการค้า

อาทิเช่น หากรัฐต้องการจะส่งเสริมธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งเพื่อส่งออกอันจะช่วยเพิ่มพูนรายได้ให้แก่ประชาชนในรัฐเอง รัฐก็อาจกำหนดอัตราภาษีศุลกากรสำหรับการส่งออกสินค้าที่ผลิตได้จากธุรกิจนั้นในอัตราที่ต่ำลง หรืออาจกำหนดยกเว้นการจัดเก็บภาษีส่งออกสำหรับสินค้าดังกล่าวข้างต้นก็ได้ เพื่อเป็นการส่งเสริมธุรกิจการค้าประเภทนั้น

(5) ควบคุมการบริโภคของประชาชน

เนื่องจากสินค้าอุปโภคบริโภคบางอย่างเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยไม่ใช่สิ่งจำเป็นแก่การดำรงชีพของประชาชน อาทิเช่น สุรา บุหรี่ เป็นต้น ดังนั้นรัฐจึงกำหนดให้สินค้าเหล่านี้ต้องเสียภาษีสรรพสามิตเพิ่มขึ้นจากภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องเสียอยู่แล้ว เพื่อแสดงให้เห็นว่าหากประชาชนจะบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือยเหล่านี้ก็ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นอันเป็นการ ควบคุมการบริโภคของประชาชนได้อีกทางหนึ่ง

(6) สนองนโยบายบางอย่างของรัฐ

อาทิเช่น นโยบายในการควบคุมจำนวนประชาชนของรัฐ เห็นได้จากการกำหนดให้มีการนับจำนวนบุตรของผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทั้งนี้เพื่อนำไปพิจารณาหักค่าลดหย่อนในการเสียภาษีดังกล่าวหรือนโยบายในการส่งเสริมการศึกษา ที่ให้บุตรที่อยู่ในเกณฑ์ที่บุคคลธรรมดาผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะสามารถหักลดหย่อนได้นั้นสามารถหักลดหย่อนได้เพิ่มขึ้นจากเดิม หากบุตรดังกล่าวกำลังศึกษาอยู่ในประเทศไทย เป็นต้น

 ลักษณะของภาษีอากรที่ดี

เนื่องจากภาษีอากรเป็นรายได้หลักที่รัฐบังคับจัดเก็บจากประชาชน ดังนั้นจึงต้องมีการตรากฎหมายพิเศษขึ้นมาเพื่อเป็นหลักเกณฑ์ในการจัดเก็บภาษีอากร อันจะทำให้ประชาชนทุกคนได้ตระหนักถึงหน้าที่ในการเสียภาษีที่ชัดเจน ซึ่งกฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อเป็นหลักเกณฑ์ในการจัดเก็บภาษีอากรที่ดีนั้นต้องคำนึงถึงลักษณะต่าง ๆ ของภาษีอากรที่ดีด้วยเพื่อให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งลักษณะของภาษีอากรที่ดีมักจะประกอบด้วยหลักสำคัญ ดังต่อไปนี้

(1) หลักความเป็นธรรม (Equity) การจัดเก็บภาษีอากรนั้นต้องเป็นไปอย่างยุติธรรมโดยคำนึงถึงความสามารถหรือสิ่งที่แสดงถึงความสามารถของผู้เสียภาษีเป็นสำคัญ ทั้งนี้ต้องอยู่ภายใต้หลักความเสมอภาคในทางกฎหมายด้วย

(2) หลักความแน่นอน (Certainly) ภาษีอากรที่จัดเก็บต้องมีความชัดเจนแน่นอนไม่ว่าจะเป็นฐานภาษี เทคนิคการประเมินภาษี และวิธีการจัดเก็บภาษี โดยอยู่บนพื้นฐานของเหตุผลเพื่อให้ประชาชนผู้เสียภาษีได้เข้าใจอย่างชัดเจนอันเป็นการป้องกันการประพฤติมิชอบของเจ้าพนักงานของรัฐ

(3) หลักความสะดวก (Convenience) กำหนดเวลาและวิธีการในการเสียภาษีควรเป็นไปตามความสะดวกมากที่สุด ทั้งนี้เพื่อจูงใจให้ประชาชนผู้เสียภาษีอากรไม่หลีกเลี่ยงการเสียภาษี

(4) หลักความประหยัด (Economy) หมายความว่า รัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บภาษีให้น้อยที่สุด ในขณะที่ตัวผู้เสียภาษีเองก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับภาษีนั้น ๆ ให้น้อยที่สุดด้วย ทั้งนี้เพื่อให้การจัดเก็บภาษีของรัฐนั้นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

(5) หลักการทำรายได้ (Productively) หมายถึง ภาษีอากรที่มีฐานกว้าง และฐานของภาษีขยายตัวได้รวดเร็วตามความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ อันทำให้รัฐมีรายได้จากการเก็บภาษีอากรอย่างเป็นกอบเป็นกำโดยไม่ต้องเพิ่มอัตราการจัดเก็บ

(6) หลักความยืดหยุ่น (Flexibility) หมายถึง ภาษีอากรนั้นสามารถปรับตัวเข้ากับภาวะเศรษฐกิจของประเทศหรือการเปลี่ยนแปลงฐานะทางเศรษฐกิจของผู้เสียภาษีได้ง่าย อันจะนำไปใช้เป็นเครื่องมือควบคุมภาวะเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเป็นไปด้วยความสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

(7) หลักความเป็นกลางทางเศรษฐกิจ คือ พยายามให้การจัดเก็บภาษีอากรนั้นมีผลกระทบต่อการทำงานของกลไกตลาดให้น้อยที่สุด หรือถ้าเป็นไปได้ก็ไม่ให้มีผลกระทบใด ๆ เลย

ขึ้นเนื้อหาเรื่องโครงสร้างภาษีไว้ แล้วค่อยมาต่อกันในสัปดาห์ที่ 3 ครับ (การบ้านครั้งที่ 2 สั่งเรียบร้อยแล้ว)

 


  15 มิ.ย. 2551 14:36 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป ยอด ชาย นาย บวบ

  124.121.153.34

  

ถามไรดีหว่า ไม่ถามดีกว่า

 

มา งง เล่นๆ ??

 


  16 มิ.ย. 2551 03:01 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป อ.โกญจนาท เจริญสุข

 law_kru@hotmail.com 124.120.155.113

   สำหรับวันนี้ ๑๖ มิ.ย. ๕๑ ก็คงต่อเรื่องของการจำแนกประเภทภาษี และโครงสร้างของภาษี ถ้ามีเวลาอาจารย์จะต่อเรื่องของ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ครับ การจำแนกประเภทภาษีอากร การจำแนกประเภทภาษีอากรมีได้หลายวิธีขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการจำแนก ซึ่งส่วนใหญ่การพิจารณาจำแนกประเภทภาษีอากร แบ่งได้เป็น2 ประการ กล่าวคือ (1) การจำแนกประเภทภาษีอากรตามฐานภาษี (2) การจำแนกประเภทภาษีอากรตามวิธีบริหารการจัดเก็บ (1) การจำแนกประเภทภาษีอากรตามฐานภาษี ทำให้เราสามารถแบ่งภาษีได้เป็น 3 ประเภท ใหญ่ ๆ คือ ก.ภาษีอากรจากฐานเงินได้ เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นต้น ข. ภาษีอากรจากฐานทรัพย์สิน เช่น ภาษีที่ดิน ภาษีมรดก ภาษีสิ่งปลูกสร้าง เป็นต้น ค. ภาษีอากรจากฐานรายจ่ายหรือฐานการบริโภค เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต ภาษีศุลกากร เป็นต้น (2) การจำแนกประเภทภาษีอากรตามวิธีบริหารการจัดเก็บหรือลักษณะการรับภาระภาษีอากร เป็น วิธีการจำแนกประเภทที่นิยมกันมากที่สุด ซึ่งสามารถแบ่งภาษีได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ ก. ภาษีทางตรง คือ ภาระภาษีนั้นจะตกอยู่แก่บุคคลที่กฎหมายประสงค์จะให้รับภาระโดยไม่สามารถผลักภาระภาษีดังกล่าวไปให้ผู้อื่นได้ หรือผลักภาระภาษีนั้นไปให้แก่ผู้อื่นได้ยาก เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นต้น ข. ภาษีทางอ้อม คือ ภาระภาษีนั้นอาจถูกผลักไปยังผู้อื่นได้ง่าย โดยผู้รับภาระภาษีจริง ๆ แล้วอาจไม่ใช่ผู้ที่กฎหมายประสงค์จะให้รับภาระก็ได้ เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีสรรพสามิต ภาษีศุลกากร เป็นต้น ประเภทภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร กฎหมายภาษีอากรที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันสำหรับประเทศไทยนั้น คือ ประมวลรัษฎากร ซึ่งมีการแก้ไขเพิ่มเติมหลายครั้ง โดยภาษีอากรที่มีอยู่ตามประมวลรัษฎากรที่ใช้กันในปัจจุบันนั้นแบ่งออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ ๆ ดังนี้ (1) ภาษีเงินได้ อันประกอบด้วย ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีเงินได้นิติบุคคล (2) ภาษีมูลค่าเพิ่ม (3) ภาษีธุรกิจเฉพาะ (4) อากรแสตมป์ ดังนั้นเพื่อให้เข้าใจถึงความหมาย และลักษณะสำคัญของภาษีอากรแต่ละประเภทที่มีใช้กันอยู่ตามประมวลรัษฎากรในปัจจุบัน

 


  16 มิ.ย. 2551 03:04 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป อ.โกญจนาท เจริญสุข

 law_kru@hotmail.com 124.120.155.113

   โครงสร้างของกฎหมายภาษีอากร เนื่องจากกฎหมายภาษีอากรเป็นการใช้อำนาจรัฐในการบังคับจัดเก็บภาษีอากรจากประชาชนทั่วไป จึงต้องประกอบด้วยโครงสร้างสำคัญ 3 ประการ กล่าวคือ (1) การกำหนดบุคคลผู้เสียภาษี (2) การกำหนดฐานภาษี (3) การกำหนดวิธีการคำนวณภาษี (1) การกำหนดบุคคลผู้เสียภาษี ต้องพิจารณาความสัมพันธ์ของบุคคลกับรัฐ(Nexus) เป็นสำคัญ บุคคลผู้มีส่วนได้เสียหรือมีส่วนร่วมในสังคมใดก็ต้องชำระภาษีให้สังคมนั้น ไม่ว่าการมีส่วนร่วมนั้นจะมีอยู่ในรูปแบบใด เช่น การมีถิ่นที่อยู่ การมีเงินได้หรือเป็นผู้มีสัญชาติในสังคมนั้น ๆ กฎหมายภาษีอากรจะเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์ของบุคคลผู้เสียภาษี ก็คือ ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากร หรือผู้อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีอากรนั่นเอง เช่น บุคคลธรรมดา และนิติบุคคล (2) การกำหนดฐานภาษี คำว่า “ฐานภาษีอากร” ตามความหมายอย่างกว้าง หมายถึง สิ่งที่เป็นมูลเหตุจูงใจให้ต้องมีการเสียภาษี ได้แก่ การมีรายได้ การมีทรัพย์สิน หรือการใช้จ่าย หรือการบริโภค เป็นต้น ส่วนในความหมายอย่างแคบ หมายถึง สิ่งที่รองรับอัตราภาษีอากร ได้แก่ การพิจารณาที่การคำนวณ กล่าวคือ ภาษีอากรที่ต้องเสีย = ฐานภาษีอากร x อัตราภาษีอากร โดยทั่วไปแล้วฐานภาษีนั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 ประเภท คือ ก. ฐานเงินได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถใช้วัดความสามารถในการเสียภาษีของบุคคลได้ดีที่สุด เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีเงินได้นิติบุคคล ข. ฐานทรัพย์สิน เก็บจากรายได้หรือทรัพย์สมบัติที่บุคคลสะสมไว้ในรูปทรัพย์สิน เช่น ภาษีที่ดิน เป็นต้น ค. ฐานการใช้จ่ายหรือการบริโภค เก็บจากการใช้จ่ายหรือการบริโภคของบุคคลในลักษณะต่าง ๆ เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต เป็นต้น (3) การกำหนดวิธีการคำนวณภาษี โดยทั่วไปแล้วแต่ละประเทศจะมีวิธีการที่แตกต่างกันไปตามฐานภาษีที่กำหนดขึ้น โดยพิจารณาตามขั้นตอนต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ ก. การประเมินฐานภาษี ข. การกำหนดอัตราภาษี ก. การประเมินฐานภาษี จะแตกต่างกันตามประเภทของฐานภาษี โดยจะดูจากยอดรวมเงินได้ ทรัพย์สินหรือยอดมูลค่าการขายแล้วแต่กรณี ในปัจจุบันนี้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรเป็นผู้ดำเนินการประเมินตนเองตามวิธีการและกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนด หากผู้มีหน้าที่เสียภาษีไม่สามารถประเมินตนเองได้หรือประเมินได้ไม่ถูกต้องเจ้าพนักงานประเมินจะเป็นผู้ประเมินเอง ซึ่งบางครั้งเจ้าพนักงานก็อาจประเมินล่วงหน้าให้แก่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีได้ หลายกรณีกฎหมายกำหนดให้ผู้จ่ายเงินได้หักภาษี ณ ที่จ่าย จากจำนวนเงินที่จ่ายแล้วนำส่งต่อเจ้าพนักงานภายในเวลาที่กำหนด ข. การกำหนดอัตราภาษี อัตราภาษีนั้นจำนวนเงินที่คิดคำนวณจัดเก็บจากสิ่งที่เป็นมูลเหตุในการเสียภาษี (ฐานภาษี) แบ่งเป็น 3 แบบ ดังนี้ - แบบคงที่หรืออัตราภาษีตามส่วน(Proportional tax rates) คือ อัตราภาษีที่มีจำนวนแน่นอนไม่ผันแปรไปตามปริมาณของฐานภาษี โดยฐานภาษีนั้นไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร อัตราภาษีอากรก็ยังคงเดิม เช่น อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มในปัจจุบัน เป็นต้น - แบบก้าวหน้า(Progressive tax rates) คือ ถ้าฐานภาษีมีจำนวนเพิ่มขึ้น อัตราภาษีก็จะเพิ่มขึ้นด้วย แต่ลักษณะอัตราภาษีก้าวหน้านี้ไม่จำเป็นต้องถูกกำหนดให้มีจำนวนสูงขึ้นในแต่ละช่วงอย่างเท่าเทียมกันเสมอไป เช่น อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เป็นต้น - แบบถอยหลัง(Regressive tax rates) คือ ถ้าฐานภาษีมีจำนวนเพิ่มขึ้นอัตราภาษีกลับลดลง เช่น อัตราภาษีบำรุงท้องที่ เป็นต้น อาจารย์ของจบไว้เท่านี้ก่อนครับ

 


  17 มิ.ย. 2551 01:02 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป kung

 - 58.137.54.133:192.168.120.1

  

ขอบคุณมากค่ะอาจารย์ ฟังที่อาจารย์อธิบาย แล้วมาอ่านอีกรอบ เข้าใจมากขึ้นเยอะเลยค่ะ

 


  21 มิ.ย. 2551 17:28 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป iAmNuPoO

 nupoo_za@hotmail.com 117.47.188.141

  

อาจารย์ค่ะ ถ้าจะส่งงานให้อาจารย์จะต้องส่งไปเมล์ไหนค่ะ

บอกหน่อยค่ะ

 


  22 มิ.ย. 2551 19:08 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป Ponpinun Poohtaonil

 puyi.me@gmail.com 125.25.16.174:192.168.10.156

  

อาตารย์คะ โจทย์ข้อที่ 3 ว่ายังไงนะคะ หนูจดมาแต่อ่านไม่เข้าใจคำถามค่ะ รบกวนอาจารย์ทวนคำถามหน่อยได้มั้ยค่ะ

 

ขอบพระคุณมากค่ะ

 


  23 มิ.ย. 2551 01:28 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
konjanard

  
law_kru@hotmail.com 124.120.144.84

  

  การบ้าน นาย ก. เป็นผู้จัดการบริษัท ข. ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ญี่ปุ่น โดยนาย ก. ได้เข้ามาตรวงงานและทำงานในสาขาประเทศไทยตั้งแต่ กุมภาพันธ์ - พฤษภาคม ๒๕๕๐ และ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ - กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ดังนี้หาก ๑ รอบแรกบริษัทสาขาประเทศไทยได้จ่ายเงินเดือนให้ เป็นเงินเดือนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ๒ รอบสองบริษัทที่ญี่ปุ่นจ่ายเป็นผู้จ่ายเงินเดือนให้ เดือนละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ เยน ที่ประเทศญี่ปุ่น (เป็นเงินไทย ๑๐๐,๐๐๐ บาท) เช่นว่านี้นาย ก. ต้องยื่นเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือไม่ เพราะเหตุใด และถ้าเสียต้องเสียอย่างไร?

 


  23 มิ.ย. 2551 01:29 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
konjanard

  
law_kru@hotmail.com 124.120.144.84

   ต่อข้อ 2 นะครับ นายภราดร เป็นนักเทนนิสไทย ได้มีโปรแกรมไปแข่ง ที่ต่างประเทศ ตั้งแต่เดือน กุมภาพันธ์ - พฤษภาคม ๒๕๕๐ และ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ๑ โดยได้รอบแรก แข่งชนะ ได้เงินจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ ดอลล่าร์ และรอบสอง แข่งได้ที่ ๓ ได้เงินจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ ดอลล่าร์ และเมื่อได้เงินในรอบแรกแล้ว นาย นายภราดร ได้เที่ยวอยู่ต่างประเทศ เป็นระยะเวลา ๑ เดือน ได้ใช้เงินท่องเที่ยว และเหลือเงินจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ ดอลล่าร์ แล้วจะกลับมาประเทศไทย พอถึงกำหนดก็ได้ไปแข่งรอบสองต่อตามลำดับ เมื่อแข่งรอบสองเสร็จได้รับเงินแล้วก็กลับประเทศไทยทันทีเช่นนี้ ถามว่านายภราดรจะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ อย่างไร และถ้าเสียต้องเสียด้วยฐานเงินได้เท่าใด (หมายเหตุ ๑ ดอลลาร์ เท่ากับ ๓๐ บาท)

 


  23 มิ.ย. 2551 01:30 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
konjanard

  
law_kru@hotmail.com 124.120.144.84

   การบ้านครั้งของอาทิตย์นี้น่ะครับนักศึกษาอย่างไรก็รีบทำส่งด้วย สั่ง ณ วันที่ 23 มิย 2551 อ.โกญจนาท เจริญสุข

 


  23 มิ.ย. 2551 01:32 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
konjanard

  
law_kru@hotmail.com 124.120.144.84

   ขอให้ส่งงานทาง law_kru@hotmail.com น่ะครับนักศึกษา

 


  28 มิ.ย. 2551 14:08 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป Lampard

  125.25.123.52

   จารย์ การบ้านยากจังง่ะ ลืมวิธีคำนวณ -*-

 


  30 มิ.ย. 2551 00:33 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป อ.โกญจนาท เจริญสุข

 law_kru@hotmail.com 124.120.148.236

  

การบ้านไม่เห็นยากเลย ยังไม่ถึงการคำนวณน่ะครับ ก็ค่อยๆ ดูไปครับผม

 


  6 ก.ค. 2551 17:29 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป iAmNuPoO

 nupoo_za@hotmail.com 117.47.115.12

  

อาจารย์ค่ะส่งการบ้านไปแล้วอต่ยังไม่ได้เมล์ตอบกลับเลยค่ะ

อาจารย์ได้ตรวจยังค่ะ

 


  9 ก.ค. 2551 13:43 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป คนน่าตาดี

 phet_narak123@hotmail.com 58.64.58.153:172.168.1.147

   การบ้านครั้งที่ 5 สำหรับอาทิตย์นี้ค่ะเพื่อนๆ สสค.พ2. 4/49 B (ส่งภายในวันศุกร์ ก่อนเที่ยงคืน) 1. บุคคลใดที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ก) บุคคลที่อยู่ในประเทศที่มีอนุสัญญาว่าด้วยการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อน ที่รัฐบาลไทยได้ทำไว้ ข) เจ้าหน้าที่ขององค์สหประชาชาติ ค) สถานเอกอัครราชทูต ง) บุคคลที่มีสัญชาติอเมริกัน ซึ่งเป็นพนักงานตามโครงการที่ รัฐบาลไทยเห็นชอบ จ) เจ้าหน้าที่ซีเมส 2. นายสมชายสมรสกับนางสมหญิง มีบุตรชอบด้วยกฎหมายด้วยกัน 4 คน คือ 1. เอ เกิดปี พ.ศ. 2521 ศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลับรามคำแหง 2. บี เกิดปี พ.ศ. 2522 ไม่ได้ศึกษา 3. ซี เกิดปี พ.ศ. 2525 ต่อมาในปี พ.ศ. 2539 ได้เสียชีวิตลง 4. ดี เกิดปี พ.ศ. 2527 5. อี เกิดปี พ.ศ. 2529 ให้ น.ศ. ช่วยนายสมชายและนางสมหญิงคำนวณหักค่าลดหย่อนบุตรใน ปีภาษี 2550 3. นายขาวกับนางแดงสมรสกัน นางแดงไม่มีรายได้ ส่วนนายขาวเป็นวิศวกร มีเงินเดือน ๆ ละ 30,000 บาท เงินประจำตำแหน่งอีก เดือนละ 5,000 บาท มีค่าลิขสิทธิ์ ปีละ 200,000 บาท สิทธิบัตร ปีละ 100,000 บาท และนายขาวได้ไปรับคุมงาน โดยได้เปิดออฟฟิตเป็นของตัวเอง ได้เงิน 600,000 บาท นายขาวมีบุตร 3 คน บุตรคนที่ 1 อายุ 18 ศึกษาอยู่ที่ประเทศอังกฤษ บุตรคนที่ 2 อายุ 20 ศึกษาอยู่ ชั้น ป.ว.ช. บุตรคนที่ 3 อายุ 21 เรียน กสน. ม. 6 ปรากฏว่า นายขาวมีบิดา อายุ 61 ปี ได้มีค่าลิขสิทธิ์ จำนวนปีละ 50,000 บาท และมีมารดา อายุ 60 ปี ไม่มีรายได้ ในระหว่างปีนั้นๆ ได้มีการบริจาคเงิน 100,000 บาท และบริจาคที่ดินอีกจำนวน 250,000 บาท ในปีภาษีนั้นนายขาวต้องเสียภาษีเป็นเงินเท่าใด

 


  9 ก.ค. 2551 13:45 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป คนน่าตาดี

 phet_narak123@hotmail.com 58.64.58.153:172.168.1.147

   ดูงงๆ แฮะ

 


  9 ก.ค. 2551 13:46 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป คนน่าตาดี

 phet_narak123@hotmail.com 58.64.58.160:172.168.1.147

   การบ้านครั้งที่ 5 สำหรับอาทิตย์นี้ค่ะเพื่อนๆ สสค.พ2. 4/49 B (ส่งภายในวันศุกร์ ก่อนเที่ยงคืน)

 


  9 ก.ค. 2551 13:47 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป คนน่าตาดี

 phet_narak123@hotmail.com 58.64.58.160:172.168.1.147

   1. บุคคลใดที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ก) บุคคลที่อยู่ในประเทศที่มีอนุสัญญาว่าด้วยการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อน ที่รัฐบาลไทยได้ทำไว้ ข) เจ้าหน้าที่ขององค์สหประชาชาติ ค) สถานเอกอัครราชทูต ง) บุคคลที่มีสัญชาติอเมริกัน ซึ่งเป็นพนักงานตามโครงการที่ รัฐบาลไทยเห็นชอบ จ) เจ้าหน้าที่ซีเมส

 


  9 ก.ค. 2551 13:48 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป คนน่าตาดี

 phet_narak123@hotmail.com 58.64.58.160:172.168.1.147

   2. นายสมชายสมรสกับนางสมหญิง มีบุตรชอบด้วยกฎหมายด้วยกัน 4 คน คือ 1. เอ เกิดปี พ.ศ. 2521 ศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลับรามคำแหง 2. บี เกิดปี พ.ศ. 2522 ไม่ได้ศึกษา 3. ซี เกิดปี พ.ศ. 2525 ต่อมาในปี พ.ศ. 2539 ได้เสียชีวิตลง 4. ดี เกิดปี พ.ศ. 2527 5. อี เกิดปี พ.ศ. 2529 ให้ น.ศ. ช่วยนายสมชายและนางสมหญิงคำนวณหักค่าลดหย่อนบุตรใน ปีภาษี 2550

 


page [1] 2 3   Next >>

ร่วมแสดงความคิดเห็น (กรุณาใช้คำพูดที่สุภาพ)
  โพสต์โดย
  Email
  Post ภาพ

ขนาดของไฟล์ภาพไม่เกิน 100 kb. เฉพาะไฟล์ jpg, gif หรือ swf เท่านั้น
  Security code:
 กรุณากรอกรหัสที่เห็นเพื่อยืนยันการโพสต์


บริการฟรีเว็บบอร์ดจาก YimWhan.com :: copyrights © 2009-2010