ท่านยังไม่ได้ใส่ logo กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อใส่ภาพโลโก้ประจำบอร์ดที่ต้องการ
ติดต่อโฆษณา  |  สมัครใช้งานสุดยอดแห่ง Free Webboard ได้แล้ววันนี้ คลิ๊ก !!  | แจ้งบอร์ดไม่เหมาะสม


  Laksi Church

  

  Topic : มาร์ติน ลูเธอร์.....นักปฏิรูปศาสนาคริสต์ นิกาย โปรแตสแตนท์

Delete
Admin ลบกระทู้
   Page [1] 2   Next >>
  สมาชิกพิเศษ
mylove
คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดจริง
  
bgjack1@hotmail.com 117.47.36.227

  โพสต์เมื่อ : 13 ธ.ค. 2550 14:37 น.



  

มาร์ติน  ลูเธอร์

 

นักปฏิรูปศาสนาคริสต์ นิกาย โปรแตสแตนท์

 

มาร์ติน ลูเธอร์ เกิดเมื่อ ค.ศ. 1483 และตายในปี ค.ศ. 1546 แม้ว่าเวลาจะผ่านมานานแล้วก็ตาม  แต่ชีวประวัติของเขาก็ยังไม่หมดความซาบซึ้ง และน่าตื่นเต้นไปเลย   เขาเกิดมาในฐานะเป็นบุตรของกรรมกร บ่อถ่านหินที่ยากจน แต่กลับกลายเป็นคนมีชื่อเสียงเด่นของชาติ   และเป็นคริสตศาสนิกชนชั้นผู้นำ อิทธิพลของเขาไม่เพียงแต่ทำให้ทวีปยุโรป ในสมัยของเขาตื่นเต้นเท่านั้น   แต่ยังสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบันนี้ เขาเป็นผู้นำคนแรกของการปฎิรูปฝ่ายโปรแตสเเตนท์ ทั้งนี้เพราะเขาได้รับการศึกษาสูง ประกอบกับมีความกล้าหาญและความเชื่อมั่นในศาสนา   หนังสือของเขาซึ่งผลิตออกจากเครื่องพิมพ์ที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่ๆ ในสมัยนั้น   จึงได้แพร่หลายไปทั่วภาคตะวันตก   กล่าวกันว่าเขาทำงานมากเท่ากับงานของคนห้าคนรวมกัน

           

            เขามีชื่อเสียงเด่นเพราะทำงาน 4 อย่างสำเร็จ

1.เขาแปลพระคัมภีร์ออกเป็นภาษาเยอรมัน  หนังสือที่เขาแต่งขึ้นเป็นแบบฉบับ และมาตรฐานของ

การประพันธ์ในภาษาเยอรมันแตกฉานและเป็นผู้วาง หลักเกณฑ์การประพันธ์ของภาษานั้น  เหมือนกับเชคสเปียร์วางหลักเกณฑ์ในภาษาอังกฤษ

            2.อิทธิพลของเขาที่มีอยู่กับครอบครัวของชาวเยอรมัน  ไม่อาจลบเลือนไปเสียได้ เขาได้วางตัวอย่างการเป็นสามีที่ดี  และการเป็นบิดาที่เต็มไปด้วยความรัก  ความพอใจในการอบรมเลี้ยงดูบุตรของเขา

            3.เขานิยมการเล่นดนตรี เขียนบทเพลงสรรเสริญ  และส่งเสริมให้ใช้บทเพลงในการนมัสการของศาสนาคริสเตียน

            4.งานชิ้นสำคัญที่สุดก็คือการปฏิรูปความเชื่อและพิธีนมัสการในคริสตจักร  เขาเป็นผู้ตั้งนิกายโปรเเตสแตนท์คนสำคัญ  คือได้เป็นผู้นำเอาการนมัสการและการปฏิบัติเกี่ยวกับความเชื่อของคริสเตียนสมัยแรกกลับมาใช้อีกโดยมีแนวความคิดสำคัญ 2 ประการคือ

 (ก)มนุษย์ทุกคนเข้าเฝ้าพระเจ้าได้โดยตรงไม่จำเป็นต้องมีพระหรือคนกลางติดต่อให้ และ

(ข)มนุษย์จะได้รับความชอบธรรมเพราะความเชื่อ

           

            มาร์ติน ลูเธอร์เป็นบุคคลที่มีความสามารถรอบด้าน  มีความกล้าหาญอย่างยอดเยี่ยม  เป็นนักโต้วาทีที่เผ็ดร้อน  เข้มงวดต่อศัตรู  และยังใจเมตตาต่อบุคคลธรรมดาสามัญและต่อเด็กเล็กๆ  เขามักจะชอบร้องเพลงคริสต์มาสเพราะๆ ที่แต่งขึ้นเองให้เด็กฟ้ง  แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นผู้นำที่สามารถกล้าแกร่งและอดทน  เอาชนะอุปสรรคนานาประการจนประสบผลสำเร็จในการปฏิรูปศาสนา  มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก



   Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
 


  13 ธ.ค. 2550 14:39 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
mylove
คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดจริง
  
bgjack1@hotmail.com 117.47.36.227

  

มาร์ติน  ลูเธอร์

บุตรของกรรมกรเหมืองแร่ถ่านหิน

           

            ลมหนาวจากภูเขาสูงในประเทศเยอรมนี  พัดไปกระทบกระเบื้องสีแดงบนหลังคาบ้านที่ตั้งอยู่ตามถนนแคบๆ ในเมืองไอส์เลเบน  ทำให้ชาวเมืองที่แข็งแรงต้องหนีเข้าไปผิงไฟในบ้าน

            ลมพัดจัดจนเสื้อนอกของพวกที่กลับจากโบสถ์กระพือแรง  ชายที่อุ้มทารกน้อยมาก็เอาผ้าคลุมเด็กไว้แน่นพลางยิ้มอย่างภาคภูมิใจ

            เหตุการณ์ที่กล่าวถึงนี้คือวันที่ 11 พฤศจิกายนปี ค.ศ. 1483  ทารกน้อยนั้นคือบุคนชายหัวปีของนายแฮนส์และนางมากาเร็ต ลูเธอร์  เด็กผู้นี้เกิดในตอนกลางคืนก่อนวันนั้น  แฮนส์และสหายของเขาอุ้มเด็กนี้กลับบ้าน  เขาเดินก้มศีรษะเพื่อมิให้ลมปะทะแรงเกินไป  เมื่อถึงบ้านแล้วก็ปิดประตู  พากันขึ้นไปชั้นบนแฮนส์วางลูกลงข้างๆ ภรรยาของเขา

            “มากาเร็ตร์ ! เราตั้งชื่อลูกของเราว่า มาร์ติน เถอะ เพราะแกรับบัพติศมาในวันที่ระลึกของนักบุญ  มาร์ติน”

            “ดีแล้ว แฮนส์  ขอให้วิญญาณของนักบุณมาร์ตินปกป้องรักษาตลอด อายุยืนนานของแกเถิด”

            ครั้นแล้วแฮนส์และสหายก็กลับลงไปผิงไฟที่ชั้นล่าง  ต่างก็ยินดีในการเกิดของลูกของเขามาก  ฝ่ายมากาเร็ตมองดูลูกซึ่งกำลังหลับอยู่และคิดในในว่า ลูกของตนจะเป็นอะไรหนอในอนาคต แฮนส์และมากาเร็ตเป็นคนสามัญ  แฮนส์เป็นชาวนาอิสระ พ่อของเขามีนาแปลงย่อมๆ อยู่แปลงหนึ่ง เขาผู้เป็นลูกของครอบครัวนี้ไปไหนมาไหนก็ได้โดยเสรี  นับว่าโชคดีกว่าพวกทาสในสมัยนั้น ซึ่งตามกฎหมายแล้วพวกทาสจะต้องทำนาให้พวกขุนนางเป็นประจำ  จะไปไหนไม่ได้และไม่มีค่าจ้างด้วย

            เพราะพ่อเป็นคนยากจน  แฮนส์จึงต้องไปทำงานรับจ้างขุดถ่านหินที่ในเมืองไอส์เลเบน  มากาเร็ต

มองดูลูกน้อยพลางก็คิดในใจว่า บางทีเมื่อแกโตขึ้นคงจะเป็นกรรมกรบ่อถ่านหินกระมัง  แต่เธอก็บ่นเบาๆ ว่า “ใครจะล่วงรู้ได้ว่าพระผู้เป็นเจ้าอาจจะทรงให้แกทำการสำคัญอะไรบ้างก็ได้”

            วันนี้ลมแรงมาก  พัดมากระทบหลังคา  จนดูประหนึ่งว่าจะทลายบ้านให้พังลง เสียงลมนี้นครางเหมือนเสียงแม่มดหมอผีที่ดังมาจากดงภูเขาใหญ่ และพัดมากระทบเด็กน้อยด้วย คนในสมัยนั้นยังเชื่อในเรื่องภูติผีปีศาจอยู่มาก แม้มากาเร็ตเองจะเป็นคนที่เคร่งในศาสนาแต่ก็เชื่อในเรื่องผีอยู่มาก  รุ่งขึ้นเธอจึงต้องเอาเงินไปจ้างบาทหลวงให้สวดอ้อนวอนนักบุญมาร์ตินเพื่อให้คุ้มครองเด็ก

            เมื่อมาร์ตินอายุได้ 6 เดือน  พ่อแม่ได้อพยพไปอยู่ยังเมืองแมนส์เฟลด์  เพราะแฮนส์เห็นว่าทำงานอยู่ที่เมืองไอส์เลเบนได้เงินน้อย  จึงตั้งใจจะลองไปหางานที่เมืองแมนส์เฟลด์ดู อาจได้รายได้ดีกว่านี้

            ที่แมนส์เฟลด์ครอบครัวนี้ได้มาอยู่ที่บ้านเล็กๆ หลังหนึ่งใกล้เหมืองแร่แฮนส์ต้องทำงานหนัก  ขุดแร่ได้แล้วยังต้องขนแร่นั้นไปยังเตาถลุงแร่ด้วย มากาเร็ตต้องทำงานบ้านตลอดวันเพราะครอบครัวมีลูกเพิ่มขึ้น  อาหารก็แทบจะไม่พอรับประทาน

            มาร์ตินช่วยแม่ทำงานบ้าง เล่นกับน้องเล็กๆ บ้าง บางวันก็เข้าป่าหาฟืนกว่าจะกลับบ้านก็เป็นเวลาพลบค่ำ เขาหอบฟืนเดินตามมารดา ซึ่งแบกฟืนเสียจนหลังงอ

            แฮนส์กลับถึงบ้านค่ำทุกวัน  หน้าตามอมไปด้วยถ่านหิน  หลังจากล้างหน้าล้างตาที่ข้างครัวแล้วก็ลงนั่งรับประทานอาหารพร้อมกับครอบครัว ตามปรกติ มีขนมปังดำ ถั่วต้มและหางน้ำนมเท่านั้น  นานๆ จึงมีอาหารดีเป็นพิเศษเสียครั้งหนึ่ง  เขาใช้มีดตัดก้อนเนยแข็งและไส้กรอกออกเป็นชิ้นบางๆ แจกเด็กคนละชิ้น  เขาพอใจที่เห็นพวกลูกๆ ต่างจ้องมองอาหารพิเศษกันตาโพลง

ภายหลังอาหารมาร์ตินก็จะมานั่งอยู่ที่ม้าเตี้ยๆ  เพื่อฟังข่าวที่พ่อเล่าแฮนส์นั้นมือถือถ้วยเบียร์มาหนึ่งถ้วยก็นั่งลงใกล้เตาผิงไฟ  เล่าเรื่องต่างๆ ที่เขาได้รู้ได้เห็นมา

            พออายุได้เจ็ดปีมาร์ตินก็เริ่มไปโรงเรียนที่โบสถ์ซึ่งอยู่ใกล้ๆ บ้าน  ครั้งแรกเขาต้องขี่คอเด็กโตๆ ไป ต่อมาก็ขี่ม้าไปเอง  แต่ไม่ช้าเขาก็รู้สึกว่าโรงเรียน นั้นไม่ใคร่จะน่าเรียน เพราะนักเรียนจะต้องนั่งเรียนในห้องมืด สกปรก อากาศก็เย็นจัด เด็กก็ท่องบ่นไปตามที่ครูว่านำ  โดยครูไม่เอาใจใส่เลยว่าเด็กจะเรียนหรือไม่

            พวกบาทหลวงก็มิได้สอน กลับจ้างเด็กนักเรียนจากมหาวิทยาลัยที่เดินท่องเที่ยวไปมาให้มาสอนแทน  เงินค่าจ้างก็น้อยไม่เพียงพอที่ครูจะซื้ออาหารรับประทาน การเรียนสมัยนั้นมีเพียง 3 วิชาเท่านั้น คือคณิตศาสตร์  ภาษาลาตินและภาษากรีก

            มาร์ตินสนใจการเรียนมาก ในฤดูหนาวเขาตั้งหน้าตั้งตาเรียนตลอดวัน เขาอยากจะเข้าใจภาษาลาตินให้ดีขึ้นเพราะเป็นภาษาที่คนฉลาดและคนสำคัญใช้กัน เป็นภาษาที่ใช้ในมหาวิทยาลัยและในโบสถ์  แต่พอถึงฤดูร้อนเขาก็เพลินดูนกนางแอ่นที่บินออกจากอิตาลี  ไปทางภาคเหนือ  เพลินอยู่กับธรรมชาติที่เขามองเห็นตามหน้าต่างบ้าง เพลินสูดอากาศกลิ่นไอที่ขึ้นมาจากดินบ้าง

            ในขณะที่เขามองออกไปทางหน้าต่างเพลินนั่นเอง ก็มีไม้อันหนึ่งฟาดลงมาบนศีรษะของเขาโดยแรงพร้อมกับเสียงครูพูดอย่างกระโชกกระชากว่า

          “มาร์ติน  ลูเธอร์ ! จงยืนขึ้น  ฉันจะต้องเฆี่ยนเธอ 15  ทีเพราะเกียจคร้าน” แล้วครูก็ใช้แส้หนังหวดที่ขาของเขาเสียงดัง เควี้ยว ! เควี้ยว ! ....โดยปรกติมาร์ตินและสหายของเขากลับไปบ้านค่ำๆ พร้อมกับมีแผลตามหัวและตามขาเสมอ  บางคราวครูก็บันทึกความผิดรวมๆ กันไว้หลายๆ วันจึงลงโทษเสียครั้งหนึ่ง จึงเป็นเหตุให้มีแผลตามร่างกายมาก

            มาร์ตินและเพื่อนๆ ไม่ใคร่เอาใจใส่ในแผลที่ถูกเฆี่ยนนัก พอโรงเรียนเลิกเขาก็ออกวิ่งไล่กันกลับบ้าน เพื่อนๆ ตะโกนบอกให้มาร์ตินร้องเพลง มาร์ตินร้องเพลงเยอรมันได้ เด็กอื่นๆ ก็ร้องตามบ้าง เขามีเสียงเพราะ เมื่อพวกบาทหลวงรู้เข้าจึงเอาไปร้องเพลงประจำโบสถ์  เขากับเด็กอื่นๆ ไปร้องเพลงตามบ้านต่างๆ เพื่อแลกเปลี่ยนกับอาหารมื้อเย็นสำหรับครูและตัวเอง

            เย็นวันหนึ่งมาร์ตินพูดกับบิดาว่า “วันนี้มีครูใหม่คนหนึ่งมาจากกรุงโรม มาสอนที่โรงเรียน ท่านสันตะปาปาที่กรุงโรมเป็นเจ้าใหญ่หรือฮะคุณพ่อ

แฮนส์ตอบว่า “สันตะปาปาเป็นใหญ่ฝ่ายศาสนา และจักรพรรดิแมกซิมิเลียนเป็นใหญ่ทางฝ่ายบ้านเมือง”

            มาร์ตินพูดขึ้นว่า “แต่มิใช่เป็นใหญ่ทั่วโลกครับ คุณพ่อ ครูสอนว่า ในประเทศอังกฤษก็มีกษัตริย์ปกครอง ประเทศฝรั่งเศสก็มีกษัตริย์ และในประเทศเยอรมนี ก็มีเจ้านายปกครองหลายองค์”

          บิดาตอบ “ถูกแล้วมาร์ติน  พวกเจ้านายและขุนนางมีปราสาทราชวังและมีกองทหารหนุนหลังการปกครองอยู่ แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้อำนาจของสันตะปาปาและมหาจักรพรรดิ์”

            ครั้นแล้วมาร์ตินก็ขึ้นไปยังห้องชั้นบน  เพื่อไปนอนนึกฝันถึง พวกเจ้านายขุนนางและอัศวินต่อไป

           

            เมื่อมาร์ตินค่อยๆ โตขึ้น ก็ค่อยมีอาหารรับประทานบริบูรณ์ขึ้นด้วย บิดาของเขามีรายได้จาการทำเหมืองแร่ดีขึ้นมาก  จึงคิดจะสร้างเตาถลุงแร่ขึ้นเองด้วย เวลานี้มาร์ตินมีเครื่องนุ่งห่มพอเพียง และมารดาของเขาก็ไม่ต้องไปเดิน หลังขดหลังงอขนฟืนอีก เขาซื้อจากพวกที่ตัดฟืนขายแทน

            แฮนส์เป็นพ่อที่เข้มงวดและมากาเร็ตก็เป็นแม่ที่กวดข้น  ถ้าลูกทำผิดเล็กน้อยก็ลงโทษทันที  ครั้งหนึ่งมาร์ตินถูกเฆี่ยนเพราะเอาผลไม้ไปรับประทาน โดยไม่ขออนุญาตจากมารดาเสียก่อน  กระนั้นบิดามาร***็ขยันขันแข็งหาเงินเพื่อส่งลูกไปโรงเรียน  ทั้งสองเห็นว่ามาร์ตินเป็นคนมีปัญญาและรักการเรียน จึงไม่ต้องการให้มาร์ตินทำงานหนักในเหมืองแร่  แต่ต้องการให้มาร์ตินเป็นหมอกฎหมาย  เพื่อจะได้นำชื่อเสียงเกียรติยศมาสู่ตระกูล

 

 

 


  13 ธ.ค. 2550 14:41 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
mylove
คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดจริง
  
bgjack1@hotmail.com 117.47.36.227

  

ชีวิตในครอบครัวนี้เต็มไปด้วยหน้าที่ต่างๆ  ประการแรกคือหน้าที่ต่อพระเจ้า มาร์ตินได้รับการอบรมว่าพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่และทรงยุติธรรมเฝ้ารักษาอยู่และพระเจ้าองค์นี้แหละจะบันดาลฟ้าผ่าเด็กที่ทำบาป  แม้แต่เพียงเล็กน้อย มาร์ตินเชื่อว่าแม้เขาจะปฏิบัติตามที่ถูกอบรมมาสักเพียงใดก็ตาม ในสายพระเนตรของพระเจ้าเขายังเป็นคนบาปอยู่  ต้องขอให้นางมาเรียและนักบุญต่างๆ ช่วยเหลือจึงจะได้รับการยกย่องโทษแห่งความผิดบาป  ทั้งนี้เพราะคริสตจักรโรมันคาธอลิคสอนดังนั้นและเป็นความเชื่อของคนทั่วๆ ไปด้วย

            คนในสมัยนั้นกลัวความชั่วมาก เขาเชื่อว่าตามป่าดงทึบมีผีและหมอผีมาก จนมาร์ตินก็เชื่อว่ามีผีร้ายแอบซ่อนอยู่ในที่มืด ๆ ทั่วไป  เขาได้ยินมารดาบ่นเสมอว่าการที่เจ็บแขน ปวดแขนบ่อยๆ เป็นเพราะหมอผีทำให้เป็นอย่างนั้น และหมอผีก็คือเพื่อนบ้านใกล้เคียงคนหนึ่งนั่นเอง

            บางวันอากาศแจ่มใสมาร์ตินก็หยอกล้อเล่นสนุกสนานกับเพื่อนๆ เขาชอบร้องเพลงมากเป็นพิเศษ เวลาร้องเพลงตาของเขาลุกโพลงด้วยความสุข ลืมความหิว ความหนาว ความบาป เขาร้องเพลงที่ได้เรียนมาจากโบสถ์

 

ร้องเพลงแลกเปลี่ยนกับอาหาร

 

            เย็นวันหนึ่งหลังจากเลิกทำงานแล้ว บิ***็นั่งลงที่เก้าอี้พนักสูงเพื่อผิงไฟ และหันมามองบุตรคนหัวปีด้วยความคิดคำนึงบางอย่าง พลางพูดว่า

            “มาร์ติน แกก็อายุ 14 ปี เกือบจะเป็นผู้ใหญ่แล้วบางทีเมื่อแกเรียนจบหลักสูตรจากโรงเรียนนี้แล้ว พ่ออยากจะให้แกไปเรียนต่อที่อื่น”

            มาร์ตินตอบว่า “ผมจบนานแล้ว  เดี๋ยวนี้ผมช่วยสอนบทเรียนให้เด็กอื่นๆ ทำให้เขาไม่ต้องถูกเฆี่ยน”

            “พ่อก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน อีกสัก 2-3 ปี พ่อจะส่งแกไปเรียนที่มหาวิทยาลัย แต่ตอนนี้เงินยังไม่พอ เพราะยังเป็นหนี้ค่าซื้อเตาถลุงเหล็กเขาอยู่  แต่พ่อทราบมาว่าที่เมืองแมกดิเบิร์ก มีโรงเรียนของบาทหลวงฟรานซิสแกน ซึ่งเก็บค่าเล่าเรียนไม่สูงกว่าโรงเรียนที่แกเรียนอยู่เดี๋ยวนี้  พ่อได้ปรึกษากันท่านบาทหลวงและพ่อของเพื่อนแกคือ จอห์น ไรนิเก และจะฝากแกไปพร้อมกับลูกเขาทีเดียว”

 

             มาร์ตินดีใจมากที่จะได้ไปเล่าเรียนที่เมืองแมกดิเบิร์ก เด็กสองคนต่างก็เตรียมตัวจะออกเดินทาง เช้าตรู่วันหนึ่ง มาร***็ห่ออาหารส่งให้มาร์ตินเพื่อเอาไปรับประทานตามทาง บิดาและน้องซึ่งเตรียมตัวจะไปยังเตาถลุงแร่ก็ได้มาส่งเขาก่อนที่จะออกเดินทาง

            เมื่อได้ยินเสียงจอห์นตะโกนร้องเรียก มาร์ตินก็ยังนิ่งอยู่ เขารู้สึกตัวว่ายังเป็นผู้ใหญ่ไม่พอ เพราะยังคิดถึงบ้านอยู่และกลัวว่าอีกนานกล่าจะได้กลับมาบ้าน แต่ก็แข็งใจกล่าวคำอำลาพ่อแม่และน้องๆ เพื่อเดินทางไปศึกษาพร้อมกับเพื่อน

 

            ในใจของเด็กทั้งสองยังคิดถึงบ้านอยู่ตลอดเวลา เมื่อเดินไปได้สักพักใหญ่ แสงแดดก็ร้อนจัดยิ่งขึ้นทุกที มีแต่เสียงนกร้องเพลงอยู่ในกอหญ้าตามทุ่งนา ต่อมาได้ผ่านหมู่บ้านหลายแห่ง ทุกกระท่อมมีรังผึ้งและเรือนนกพิราบเด็กทั่งสองตกใจ  เมื่อเดินมาถึงที่แขวนคอคนและทรมานคน ซึ่งมีอยู่ประจำทุกหมู่บ้าน ที่ทรมานนั้นทำเป็นช่องสำหรับใส่แขนและขามิให้คนที่ถูกลงโทษ ดิ้นได้ ส่วนที่แขวนคอนั่นยังมีศพแขวนอยู่เรียงราย เพราะในสมัยนั้นบรรดาคนที่อยู่ในหมู่บ้านเป็นทาสของขุนนาง  เมื่อทาสคนใดลักฟืนเพียงดุ้นเดียวก็จะถูกจำจองในที่ทรมานหลายๆ วัน ถ้าทาสคนใดจับกระต่ายในป่า ของขุนนางมากินจะต้องถูกแขวนคอถึงตาย

 

แม้แดดจะร้อนในวันนั้น  เด็กทั้งสองก็ยิ้มต้อนรับเมื่อหญิงชาวนาร้องตะโกนอวยพรว่า “ขอให้พระเจ้าอวยพรให้เจ้าทั้งสองเดินทางไป โดยสวัสดิภาพ”

 

            เมื่อรู้สึกหิวก็หยุดลงริมลำธาร เพื่อพักรับประทานอาหารที่มารดาห่อให้มา  มาร์ตินและจอห์นจะต้องเดินทางเป็นระยะทาง 50 ไมล์ กว่าจะถึงเมืองแมกดิเบิร์ก อาหารที่ติดตัวมาจึงไม่พอ  จำเป็นต้องไปร้องเพลงตามหมู่บ้านที่ผ่านไป ชาวบ้านก็ชอบใจให้ไส้กรอกและขนมปัง

            ระยะทางที่ทั้งสองเดินผ่านมา ได้พบผู้เดินทางอื่นๆ หลายคน มาร์ตินประหลาดใจเมื่อได้เห็นพวกอัศวินขี่ม้าอย่างหรูหราผ่านไป  อัศวินคนหนึ่งมีคนใช้ แต่งตัวด้วยชุดสีม่วงสีแดงเข้ม 12 คนเป็นบริวารตามไป  เด็กทั้งสองได้พบชายชราถือไม้เท้าเดินกะโผลกกะแผลกมาจึงถามว่าอัศวินนั้นคือใคร  ชายชราตอบว่า

            “คงจะเป็นเจ้านายผู้หนึ่งที่จะไปเยี่ยมท่านมหาสังฆราชากระมัง หลานเอ๋ย เจ้านายผู้นี้ก็เหมือนกับเจ้านายอื่นๆ เหมือนกัน ท่านมหาสังฆาราชาอยู่ในวังที่เมืองแมกดิเบิร์ก  ท่านเป็นคนสำคัญมาก เวลาจะกินอาหารจะต้องมีทหาร 12 คน เป่าแตรบรรเลงด้วย”

 

            บางทีก็มีผู้เดินทางอื่นๆ ร่วมเดินทางไปกับเด็กทั้งสองด้วย  เกวียนบางเล่มก็มีบาทหลวงนั่งไปเต็ม พวกพ่อค้าขี่ม้าวิ่งห้อไป  บางทีก็มีทหารม้าแต่งตัวสวยๆ สวมหมวกขนนก สามเสื้อกำมะหยี่ นุ่งกางเกงสองสีคือขาข้างหนึ่งสีเขียวใบไม้ อีกข้างหนึ่งลายสีเหลือง

            เมื่อทั้งสองคนมาถึงเมืองแมกดิเบิร์ก ก็รู้สึกเมื่อยล้ามากและหิวกระหายเป็นกำลัง เดินไปพลางก็หยุดพักดูอะไรๆ ที่แปลกตา แวะถามชาวเมืองถึงวัดที่ตนจะไป  เขายังไม่เคยเห็นเมืองใหญ่เช่นนี้มาก่อนเลย  เที่ยวหาอยู่จนดึกจึงได้ไปถึงโรงเรียนที่เขาจะต้องอยู่เล่าเรียนต่อไป จนครบหนึ่งปีเต็ม

           

            การมาอยู่กับพวกบาทหลวงฟรานซิสแกนนี้ก็แสนจะลำบากยากเย็น ดีแต่ว่าครูสอนดีกว่าที่แมนส์เฟลด์ ทั้งสองคนทราบดีว่านักเรียนจะต้องหาเลี้ยงตนเอง ดังนั้นจอห์นและมาร์ตินจึงต้องไปเที่ยวขออาหารตามบ้านในเมือง หรือมิฉะนั้นก็ต้องร้องเพลงตามประตูบ้านเพื่อแลกกับอาหาร

            วันหนึ่งอากาศหนาว มาร์ตินกับเด็กอีก 4 คน ยืนตัวสั่นอยู่ที่บันไดประตู เขามองเห็นชายผู้หนึ่งเดินผ่านไป เป็นคนรูปร่างผอมมีแต่กระดูก  แต่งตัวอย่างบาทหลวงแบกกระสอบใบหนึ่งจนตัวงอ

            มาร์ตินถามว่า “บาทหลวงคนนี้คือใคร  ไม่เห็นเหมือนบาทหลวงอื่นๆ ในวัดนี้เลย”

            จอห์นตอบว่า “ไม่เคยได้ยินชื่อเจ้าชายแห่งแอนแฮลท์บ้างหรือ ท่านไปเที่ยวขออาหารให้แก่คนอดอยาก ท่านทำเช่นนี้ คงจะได้ไปสวรรค์”

ขณะที่จอห์นพูดอยู่นี้ ท่านบาทหลวงหลังโกงผู้นั้นก็หันมามองดูพวกเด็กๆ  แล้วก็เดินต่อไป  ต่อมาไม่ช้ามาร์ตินก็ทราบว่าท่านเจ้าชายแห่งแอนแฮลท์ตายเสียแล้ว ทำให้เขารู้สึกเศร้าสลดใจและคิดคำนึงถึงท่านว่า  ท่านผู้นี้แหละเป็นผู้ชอบธรรมที่แท้จริง

 

            เมื่อได้เรียนอยู่ที่แมกดิเบิร์กครบหนึ่งปีแล้ว พ่อแม่จะส่งเขาไปเรียนต่อที่ไอเซนนัชเพราะมีญาติข้างแม่อยู่ที่นั่น  มาร์ตินจึงเดินทางกลับบ้าน(50ไมล์) แต่เพียงผู้เดียว  เมื่อพักอยู่ที่บ้านเพียงพอแล้ว  เขาก็เดินทางไปเมืองไอเซนนัช

            ไอเซนนัชเป็นเมืองสวยงามและมีชื่อเสียง มีปราสาทหินชื่อ ปราสาทวอทเบิร์ก  ตั้งอยู่บนภูเขาเหนือเมือง เป็นที่ๆ นักบุญเอลิซาเบ็ทแจกขนมปังให้คนอนาถา ครั่งหนึ่งมีสิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นในปราสาทนี้ คือเมื่อสามีใจร้ายห้ามมิให้เอลิซาเบ็ทแจกอาหารคนยากจน ขนมปังก็กลายเป็นดอกกุหลาบทำให้เธอไม่ต้องรับโทษจากสามี

 


  13 ธ.ค. 2550 14:42 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
mylove
คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดจริง
  
bgjack1@hotmail.com 117.47.36.227

  

ในโรงเรียนที่เมืองนี้  มาร์ตินได้พบครูทีมีลักษณะแตกต่างกับครูที่ตนผ่านมาแล้ว ครูคนนี้ได้ให้ข้อคิดใหม่ๆ แก่มาร์ติน เช้าวันหนึ่งในขณะที่นักเรียนกำลังนั่งคอยอยู่   ครูทรีโบนีอัสผู้นี้ได้เข้ามาในห้องเรียนถอดหมวกออกแล้วก้มศีรษะเคารพนักเรียน  เพื่อนครูคนหนึ่งถามว่า “ทำไมท่านก้มหัวให้เด็กโง่ๆ เหล่านี้”

            ครูจึงตอบว่า “ข้าพเจ้าก้มหัวให้นักปราชญ์ในอนาคตของประเทศเยอรมนีต่างหาก”

มาร์ตินยังคงร้องเพลงเพื่อแลกอาหารต่อไป เขาชอบร้องเพลงมาก คว้าถุงมือมาสวมแล้วไปกับเพื่อนอย่างสนุกสนาน

            เย็นวันหนึ่งเมื่อมาร์ตินกับเพื่อนไปร้องเพลงตามบ้านต่างๆ ก็มาหยุดอยู่ที่บ้านหลังหนึ่งในถนนเซนต์ยอร์ชซึ่งเป็นถนนที่มีบ้านผู้ดีหลายหลัง เด็กๆ ชอบพากันมีที่บ้านนี้ เพราะนายคันซิค๊อตตากับภรรยาเคยให้ขนมปัง ไส้กรอกและเนยแข็งต่อเด็กทุกๆ คนเสมอ วันนี้เมื่อร้องเพลงจบแล้วมาร์ตินก็ยิ้มให้หญิงอ้วนท่าทางร่าเริงผู้หนึ่ง เธอก็ยิ้มตอบพลางถามว่า “พ่อหนุ่ม เธอชื่ออะไร

            มาร์ติน “ประทานโทษ ผมชื่อมาร์ติน ลูเธอร์ครับ”

          เจ้าของบ้านก็พูดว่า “เข้ามาซิ ทั้งหมดนั่นแหละเข้ามาผิงไฟในบ้านเถอะ”

            เด็กๆ เดินเข้าไปอย่างเลียบๆ เห็นเตาไฟสีเขียวคงมีไฟติดอยู่ ได้ กลิ่นเนื้อย่างและขนมปังภายในห้องนั้น ก่อนที่พวกเด็ก ๆ จะลากลับไป นางค๊อตตาได้สนทนากับมาร์ติน   เธอทราบจากเพื่อนๆ ของมาร์ตินว่าครูชมเชยเขามาก นางก็เชิญให้มาที่บ้านนางอีก ต่อมาไม่นานนักมาร์ตินก็ได้รับเชิญให้มาพักอยู่กับครอบครัวของค๊อตตา

 

            ตั้งแต่นั้นมาร์ตินก็ค่อยมีความสุขขึ้นในชีวิต  นางค๊อตตาคอยเอาใจใส่ให้เขามีเสื้อผ้าที่อบอุ่น มีอาหารเพียงพอบำรุงร่างกาย  และมีการเล่นสนุกสนานกับพวกเพื่อนๆ  ด้วยการเอาใจใส่ของครูที่แท้จริง การเล่าเรียนของมาร์ตินก็ก้าวหน้าขึ้นโดยรวดเร็ว เขาดีอกดีใจมากที่มีโอกาสได้เล่าเรียน การเรียนก็ดีกว่าเด็กอื่น ครูทรีโบนีอัสก็ยกย่องชมเชยเขามาก

            ในไม่ช้ามาร์ตินก็มีเพื่อนหลายคน  เขาร่าเริงและสดใส  ทั้งยังมีความคิดและความขยันขันแข็งในการศึกษาเล่าเรียนมากขึ้นด้วย เขากับเพื่อนพากันไปชมปราสาทวอทเบิร์ก  เที่ยวตกปลาตามลำธารเล่น กีฬาตามถนนหนทาง และร้องเพลงเสมอ  เดี๋ยวนี้เขาร้องพลงได้ดีคนหนึ่งในคณะร้องเพลงประจำโบสถ์  ตอนกลางคืนเขาก็สอนเพลงที่เขาจำได้ให้แก่ เฮนรี่ ค๊อตตา  บุตรชายของเจ้าของบ้าน

 

            มาร์ตินอยู่ในเมืองไอเซ็นนัช 4 ปี ต่อจากนั้นเขาต้องไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในตัวเมืองเออเฟิดท์  เขาเสียใจที่ต้องจากไป และเลยกล่าวแก่นางค๊อตตาว่า

            “เมืองไอเซ็นนัชเป็นเมืองที่ผมชอบมาก  ถ้าผมมีอายุถึงร้อยปีก็คงจะชอบอยู่ตามเดิม”

 

ศึกษาในมหาวิทยาลัย

 

            มาร์ตินอายุได้ 18 ปีตอนที่ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเมืองเออเฟิดท์  พ่อของเขาภาคภูมิใจที่ได้มีโอกาสส่งลูกเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย  เตาถลุงแร่ทำรายได้ให้แก่เขามาก  และเขามีความปรารถนาที่จะให้ลูกชายหัวปีเป็นนักกฎหมายที่มีชื่อเสียง  มาร์ตินอาจไม่มีเงินมากมายสำหรับไปใช้จ่ายในมหาวิทยาลัย แต่ก็มีพอที่จะทำให้เขามีความสุขได้

            มหาวิทยาลัยเป็นสถานที่ใหม่สำหรับมาร์ติน  ดังนั้นตอนแรกจึงรู้สึกเปล่าเปลี่ยวใจ เพราะยังไม่ใคร่รู้จักนักเรียนอื่นๆ เขานอนพักที่หอพักเซนต์ยอร์ช และได้รู้จักกับนักเรียนที่มาจากตูรินเกียบางคน

            มาร์ตินเป็นคนเตี้ย ล่ำ มีตาเป็นประกาย แต่งตัวสวยงามเหมือนนักเรียนอื่นๆ เขานำเอาดาบมาฝึกวิธีฟันดาบด้วย  หมวกของเขาติดขนนกงามๆ เขาชอบร้องเพลงเสียงดัง  และได้ซื้อพิณมาดีดเล่นเวลาร้องเพลง  พวกเพื่อนๆ พากันมาร้องเพลงเล่นดนตรีและคุยกันอยู่เสมอ

            มาร์ตินใสใจวิชาที่เรียนอยู่มาก  พวกอาจารย์ก็รู้ดีว่าไม่มีนักเรียนใดจะโต้แยงกับความเชี่ยวชาญ และความสามารถของมาร์ติน ลูเธอร์ได้เลย ในปีแรกนี้เขาศึกษาหนักไปทางวรรณคดีโรมันและวิชาปรัชญา

            วันหนึ่งมาร์ตินและเพื่อนได้เดินไปเที่ยวเล่นในป่าใกล้ปราสาทวอทเบิร์ก เขาร้องเพลงไปพลางรำดาบไปพลาง เผอิญมาร์ตินสะดุดและล้มลงทำให้มีดดาบแทงถูกที่เท้า  เข้ารู้สึกเจ็บปวดเป็นกำลัง พวกเพื่อนจึงช่วยกันพยุงเขาขึ้นเกวียน พากลับเข้ามาในเมือง นายแพทย์ได้ทำแผลให้ เท้าของเขาบวมมาก และเจ็บจนเกือบจะสิ้นชีวิต

            ในขณะที่เป็นไข้นอนครางอยู่  เขาลืมตาขึ้นก็แลเห็นบาทหลวงชราคนหนึ่งนั่งอยู่ใกล้เขา ท่านยิ้มและพูดค่อยๆ ว่า “จงทำใจให้สบายเถิด ลูกเอ๋ย เธอยังไม่ตายเดี๋ยวนี้หรอก  เพราะพระเจ้าจะทรงทำให้เธอเป็นใหญ่เป็นโตต่อไปเพื่อจะได้ช่วยคนอื่นๆ ให้มีความสุข”

            หลายวันต่อมาเขาก็หายไข้  ส่วนบาทแผลนั้นหายช้ามาก แล้วเขาก็เริ่มเข้าห้องเรียนตามเดิม  แต่ต้องเรียนหนักขึ้นเพราะป่วยไปเสียนาน  พอสิ้นปีที่หนึ่งเขาก็ได้รับปริญญาอักษรศาสตร์บัณฑิต

 

            มาร์ตินเริ่มศึกษาสูงขึ้นไปจนได้รับปริญญาโททางอักษรศาสตร์  แต่ขนาดเขาสนใจกับการเรียนถึงขั้นนั้นแล้วก็ยังไม่เป็นที่พอใจ แม้จะได้เล่นดนตรีสนทนากับเพื่อฝูง ก็ยังไม่เป็นที่พอใจอยู่นั่นเอง เขาใช้เวลานานๆ อยู่ในห้องสมุดเสมอเพื่อค้นหาหนังสือใหม่ๆ อ่าน

            ตอนนี้มาร์ตินได้รู้ถึงคุณค่าของพระคัมภีร์  เพราะเท่าที่แล้วมาพระคัมภีร์ถูกล่ามโซ่ไว้กับที่วางหนังสือ ไม่มีใครใช้เลย แม้นักเรียนทางศาสนาก็ไม่ได้รับการส่งเสริมให้อ่าน  คริสตจักรเองก็มิได้ส่งเสริมการอ่านพระคัมภีร์  พระคัมภีร์ในสมัยนั้นพิมพ์ไว้เป็นภาษาลาตินทั้งสิ้น

            มาร์ตินอ่านเรื่องของซามูเอลจนจบ เขารู้สึกตื่นเต้นและเพลิดเพลินจนแม้ระฆังเช้าเรียนตีแล้ว เขาก็ยังอ่านพระคัมภีร์อยู่  เมื่ออ่านจบแล้วกลับไปนั่งในชั้นเรียนก็ยังคงนึกถึงแต่เรื่องในพระคัมภีร์ เพื่อนๆ ก็รู้สึกแปลกใจ เพราะตามปรกติแล้วมาร์ตินชอบการถกเถียงปัญหาต่างๆ

 

            เมื่อเลิกเรียนแล้ว เพื่อนคนหนึ่งเดินกลับไปห้องพักพร้อมกับเขาได้เอ่ยถามขึ้นว่า

            “มาร์ติน ทำไมแกจึงดูเงียบขรึมเช่นนี้ ไม่เคยเห็นแกเงียบและประหลาดเช่นนี้เลย”

            มาร์ตินลืมตาโพลงและยิ้มตอบว่า “ไม่ใช่จะแกล้งนิ่งเงียบดอก วันนี้กันพบพระคัมภร์ ได้อ่านเรื่องซามูเอลและฮันนามารดาของเขา  แกก็รู้แล้วว่าทุกวันนี้กันไปที่โบสถ์อ่านหนังสือคำเทศน์ แต่ไม่มีใครสอนพระคัมภีร์ในโบสถ์ กันปรารถนาที่จะมีพระคัมภีร์เป็นส่วนตัวสักหนึ่งเล่ม”

           

            หลังจากรับปริญญาตรีแล้ว อีก 2 ปีต่อมาเขาก็ได้รับปริญญาโท ในขณะที่เขายืนสวมเสื้อครุยปริญญาโทอยู่ในมหาวิทยาลัย เขาระลึกถึงมหาวิทยาลัยและระลึกถึงเมื่อครั้งยังเป็นเด็กอยู่  ยังคงจำได้ว่าพ่อของเขาเมื่อกลับจากเหมืองแร่หรือเตาถลุงเหล็กต้องมาล้างหน้าเพื่อจะให้ฝุ่นถ่านหินออกจนหมด  เหตุการณ์เหล่านี้ดูเหมือนกับเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง  ย้อนระลึกไปถึงภาพที่มารดาแบกฟืนจนหลังโกง  รวมทั้งภาพนางค๊อตตาและบ้านอันแสนสุขสบายของเธอ  ผู้เป็นเสมือนแม่คนที่สองของเขา  บัดนี้ตัวเขาซึ่งเป็นลูกกรรมกรเหมืองแร่ที่ยากจน กำลังมายืนรับเกียรติจากบรรดาศาสตราจารย์ทั้งหลาย

 

 


  13 ธ.ค. 2550 14:43 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
mylove
คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดจริง
  
bgjack1@hotmail.com 117.47.36.227

  

พิธีประสาทปริญญาวันนั้น  เขาจัดเป็นขบวนคือพวกอาจารย์เดินหน้านักเรียนตามหลัง  นักเรียนต่างก็ร้องเพลงและหัวเราะกันตลอดเวลา  นักเรียนทั้งหมดรวมทั้งมาร์ตินพากันเดินไปตามถนนต่างๆ ทั่วเมือง  พ่อค้าแม่ค้าต่างโบกมือแสดงความยินดีด้วย  เด็กๆ เดินตามขบวนไปพลางกระโดดและตะโกนร้องเรียกกันไปพลาง  พวกสาวใช้ใช้ผ้าห่มขนนกโบกแสดงความยินดีทางหน้าต่าง

 

            เนื่องจากเขาได้รับปริญญาโททางอักษรศาสตร์แล้ว  เขาก็มีสิทธิ์ที่จะสอน  ทางมหาวิทยาลัยจึงมอบตำแหน่งครูให้แก่เขา  ในขณะเดียวกันก็ศึกษาวิชากฎหมายไปด้วย  เพราะความประสงค์ของพ่อต้องการให้เขาเป็นนักกฎหมายที่มีชื่อเสียง

            พ่อของเขามีความภาคภูมิใจในลูกชายคนนี้มาก  เมือพบที่ใดก็ยกย่องเสมอ

 

รักษาคำมั่นสัญญา

 

            ต้นฤดูใบไม้ผลิตปี 1505  เกิดกาฬโรคขึ้นที่เมืองเออเฟิดท์  ตามห้องเรียนที่มหาวิทยาลัยมีนักเรียนเหลือเพียงครึ่งห้อง  เมื่อมาร์ตินเดินไปทางถนนสายต่างๆ ก็เห็นแต่รูปกางเขนดำขีดไว้ตามประตูบ้านเป็นแถว  และพวกเกวียนบรรทุกศพไปสู่สุสาน  เพื่อนสนิทของมาร์ตินคนหนึ่งได้ตายไปก่อนหน้าจะรับปริญญา  มาร์ตินรู้สึกหวาดกลัวและนอนไม่หลับเหมือนคนอื่นๆ เมื่อได้ยินเสียงระฆังกังวานบอกให้รู้ว่ามีคนตายอยู่เสมอ อย่างไรก็ตามมาร์ตินก็มิได้อพยพออกนอกเมืองเหมือนคนอื่น

พอถึงเดือนกรกฎาคมกาฬโรคก็ค่อยสงบลง  มาร์ตินอยากไปตากอากาศตามบ้านนอกเพื่อไปเยี่ยมบ้านเดิม  จึงตกลงใจที่จะเดินทางไปยังแมนส์เฟลด์สัก 2-3 วัน  ในขณะที่เขาเดินทางอยู่นั้นก็ระลึกไปถึงเมื่อครั้งเดินทางไปเมืองแมกดิเบิร์กครั้งแรก จำได้ถึงความรู้สึกตื่นเต้นเมื่อเห็นคนและบ้านเมืองใหญ่ๆ บัดนี้เขาเป็นมหาบัณฑิตขึ้นแล้ว อีกไม่ช้าก็จะได้เป็นนักกฎหมายสมใจพ่อ

 

บ้านเดิมที่แมนส์เฟลด์ดูเล็กลงและโทรมยิ่งกว่าเดิม  ครอบครัวต้อนรับเขาอย่างสมเกียรติ พ่อและแม่ได้โค้งคำนับเขาราวกับเขาเป็นคนใหญ่โตเสียแล้ว มาร์ตินจึงหยิบพิณออกมาเล่นเพื่อให้ทุกคนรู้สึกว่าเป็นกันเอง  ให้ทุกคนร่วมร้องเพลงด้วย  โดยมากเป็นเพลงเมื่อครั้งเป็นเด็กนักเรียน  เพื่อให้แม่ชอบใจ เขาร้องเพลงต่างๆ  ที่ยังจำได้ว่าเคยร้องเพื่อแลกกับอาหารเมื่อสมัยเป็นเด็กนักเรียน

ตอนเดินทางกลับเออเฟิดท์  มาร์ตินรู้สึกเบิกบานใจเพราะได้ร่วมเดินทางมากับบาทหลวง  ซึ่งเคยเดินธุดงค์อยู่ชั่วระยะหนึ่ง  ท่านเล่าถึงขีวิตของท่านให้มาร์ตินฟัง  ครั้นแล้วก็ได้ร่วมเดินทางกับผู้เดินทางอื่นๆ อีก 3 คนที่กลับจากกรุงโรม  มาร์ตินได้ฟังเรื่องที่เขาเล่ากันว่าได้ไปดูกระดูกของพวกนักบุญต่างๆ

คนหนึ่งพูดว่า “ผมได้ไปจับกระดูกของนักบุญแอนโตนี” “ส่วนผมก็ได้ไปดูผ้าคลุมหน้าของนักบุญเวรอนิกา”

อีกคนหนึ่งพูดว่า “ผมได้เห็นกิ่งไม้ที่บังเกิดไฟลุกของโมเสส”

เมื่อคนทั้ง 3 แยกทางไปแล้ว  มาร์ตินรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเลย เขากลัวจะได้รับโทษชั่วนิรันดร์ กาฬโรคทำให้เขาสำนึกถึงความตายและมลทินในความผิดบาป  ถ้าเขาเป็นกาฬโรคบ้างเขาคงจะไม่ตายหรอก เพราะมีบาปมากต้องทนทุกข์ทรมานไปอีกนาน  พุดตามความจริงแล้วขาไม่อยากเป็นนักกฎหมายเลย เมื่อเขาไปโบสถ์ได้ฟังดนตรีไพเราะก็รู้สึกเป็นสุข  เขาอยากจะมีพระคัมภีร์เป็นของส่วนตัวเหลือเกิน คิดว่าของขวัญที่พ่อให้เมื่อได้รับปริญญาควรจะเป็นพระคัมภีร์สักเล่มหนึ่งดีกว่าที่จะเป็นหนังสือกฎหมาย 1 ชุดที่มีราคาแพงมาก

 

ขณะที่มาร์ตินเดินมาใกล้หมู่บ้านสะทอตเตินไฮม์ก็เห็นเมฆดำมืด ตั้งเค้ามาทางขอบฟ้า  มีพายุฝนฟ้าคะนอง  เขารู้สึกกลัวเป็นกำลัง ดูโลกนี้น่ากลัวยิ่งนักเมฆลอยมาใกล้ ฟ้าก็แลบและร้องคำราม เมฆก็กำลังลอยมาทางทิศที่มาร์ตินยืนอยู่

ฟ้าได้ผ่าลงมาเปรี้ยงเหมือนกับพิโรธ  มาร์ตินล้มคว่ำลง  แน่นอนละในเวลาเช่นนี้พวกนักบุญเท่านั้นที่จะช่วยเขาให้รอดได้  เขาจึงเงยหน้าขึ้นและร้องว่า

“ท่านนักบุญแอนโตนีโปรดช่วยผมเถิด  ผมจะไปเข้าเป็นบาทหลวงด้วยทันที”

แล้วก็มีฟ้าผ่าลงมาใกล้ๆ ตัวเขาอีกครั้งหนึ่ง  ฝนก็ตกลงมาเหมือนม่านตะกั่ว  มาร์ตินลุกขึ้นยืนอยู่นิ่งๆ มองไปรอบตัวหารู้ไม่ว่าฝนตกหนักและมีลูกเห็บตกด้วย  เขากดหมวกให้แน่นกับศีรษะและยืนตากฝนอยู่ต่อไป  ทันใดนั้นฝนและลูกเห็บก็หยุดทันที  แล้วมีรุ้งปรากฎบนท้องฟ้าเหนือหมู่บ้าน  สักครู่หนึ่งก็มีแสงแดดส่องสว่างลงมายังพื้นดินทียังเปียกอยู่

 

มาร์ตินเดินไปอย่างช้าๆ  มุ่งตรงไปยังเมืองเออเฟิดท์  เมื่อเข้าในเมืองก็ยิ้มและโบกมือให้เพื่อนๆ ก็ร้องต้อนรับในการที่เขากลับมาอีก  นับตั่งแต่เขาสัญญาว่าจะเป็นบาทหลวงต่อนักบุญแอนโตนี ก็ดูเหมือนว่าเมืองนี้ดูแปลกไปจากเดิมสำหรับเขา

ต่อมาอีก 2-3 วัน เมื่อเขาระลึกถึงคำปฏิญาณนี้ เขาได้ปรึกษากับครูของเขา ทั้งเชิญเพื่อนสนิทมาที่ห้องเพื่อสนุกสนานรื่นเริงกันตามสมควร แล้วเมื่อตอนจะเลิกและลาจากกันไป  มาร์ตินก็ประกาศกับพวกเพือนว่าเขาได้ตัดสินใจว่าจะบวชเป็นบาทหลวง พวกเพื่อนจึงตะโกนว่า “มาร์ติน แกพูดเป็นเล่นไปได้ เป็นไปไม่ได้ที่แกจะไปเป็นบาทหลวง”

“กันเลือกแล้วว่าจะต้องเข้าวัดแน่” พวกเพื่อนต่างก็ตั้งปัญหาถกเถียงกันเป็นการใหญ่ว่า  ไม่น่าจะเป็นไปได้เลยที่คนซึ่งมีอนาคตอันแจ่มใส จะยอมสละทุกสิ่งทุกอย่างไปเข้าวัดเป็นบาทหลวง

 

การเข้าก็คือการสละทางโลก  วัดมีสภาพเป็นหมู่คณะของตนเองต่างหาก จากชุมนุมชนอื่นๆ หลายวัดมีสภาพพร่ำรวยมากเพราะเจ้าอธิการและสังฆราชเก็บภาษีอากรสูง จากชาวนาที่อาศัยทำมาหากินอยู่ในที่ของวัด  เงินทองเหล่านี้ก็ตกอยู่แก่เจ้าอธิการสังฆราชและคริสตจักร  สังฆราชเหล่านี้อาศัยอยู่ในกุฎฎิที่ทำด้วยหิน บ้างก็ทำมิซา  บ้างก็ทำงานและศึกษาเล่าเรียน  นอกจากนั้นยังออกไปตามเมืองต่างๆ เพื่อช่วยคนเจ็บป่วย  แต่ส่วนมากใช้เวลาเหล่านี้  อดอาหารและอธิษฐานบนพื้นหินที่เย็นเพื่อขอยกโทษความผิดบาปของเขา

            มาร์ตินต้องการที่จะรักษาคำปฎิญาณที่ให้ไว้ต่อนักบุญแอนโตนี  จึงเขียนจดหมายไปถึงบิดาบอกเรื่องที่ตนจะเข้าวัด ก็ได้รับคำตอบจากบิดาที่แสดงว่า โกรธเคืองและไม่ยอมยกโทษให้เลย  เพราะบิดาหวังไว้ว่าการที่ส่งเขาไปศึกษาสิ้นเปลืองเงินทองมากนั้น  ก็เพื่อจะไห้เขาเป็นนักกฎหมายที่มีชื่อเสียงสำหรับตระกูล แต่บัดนี้ลูกชายกลับละทิ้งอนาคตอันดีเสียเพื่อเข้าเป็นบาทหลวง   ข่าวนี้จึงเป็นที่เศร้าโศกและขมขื่นแก่มากาเร็ตและแฮนส์มาก  แต่ก็ไม่รู้ที่จะว่าอย่างไร  เพราะมาร์ตินก็ไม่ยอมเปลี่ยนใจ

 

            ในการที่จะเข้าเป็นบาทหลวงนั้น  มาร์ตินจะต้องเข้าเป็นสามเณรเสียก่อน 1 ปี  ตลอดเวลา 1 ปีนี้จะต้องไปอธิษฐานวันละ 7 ครั้ง  ต้องตื่นตามเวลาที่เคาะระฆังตั่งแต่สองนาฬิกาตอนเช้าทุกวัน  พอระฆังตีครั้งที่สองจะต้องแต่งกายสวมเสื้อคลุมขาวไปยังโบสถ์  พวกบาทหลวงจะประพรมน้ำมนต์แล้ว คุกเข่าลงอธิษฐาน  เขาร่วมร้องเพลงกับหมู่คณะในโบสถ์  ถึงสิ้นปี  มาร์ตินจึงได้รับการอุปสมบทเป็นบาดหลวงในวันนักบุญออกัสตินที่เมื่องเออเฟิดท์  แล้วเขาก็เริ่มศึกษาเพื่อที่จะเป็นหัวหน้าบาทหลวง  เพื่อจะได้ทำพิธีมิซซาต่อไป

 

 


  13 ธ.ค. 2550 14:44 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
mylove
คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดจริง
  
bgjack1@hotmail.com 117.47.36.227

  

โอกาสที่จะเป็นผู้ทำพิธีมิซซาเป็นโอกาสสำคัญ  เขาจึงเชิญพ่อมาด้วย เพราะมิได้เขียนจดหมายส่งข่าวมาเป็นเวลา 1 ปีแล้ว  เมื่อพ่อเขียนแจ้งมาว่าจะมา  มาร์ตินจึงดีใจมาก

            เดี๋ยวนี้ แฮนส์  ลูเธอร์ กลายเป็นบุคคลสำคัญยิ่งขึ้นในหมู่บ้านของเขา เตาถลุงเหล็กของเขาก็มีรายได้ดีขึ้น  เขากับพวกอีก 20 คนจึงขึ้นม้ามายังเออเฟิดท์อย่างสง่าผ่าเผยเหมือนคนมีอันจะกินบริบูรณ์ดีคนหนึ่งทีเดียว เมื่อมาถึงเรียบร้อยแล้วเขาก็นำเงินมาถวายวัด  ภายหลังที่มาร์ตินทำมิซซาเสร็จแล้ว ผู้ที่มาประชุมทั้งหมดก็นั่งลงเพื่อเตรียมกินเลี้ยงเป็นการฉลอง  มาร์ตินนั่งใกล้พ่อโดยหวังว่าจะได้รับคำอภัยโทษจากพ่อ  มาร์ตินจึงพูดกับพ่อว่า  “พ่อครับ ทำไมพ่อจึงไม่เต็มใจให้ผมเป็นบาทหลวง  การมีชีวิตเป็นบาทหลวงนั้นสงบและใกล้ชิดพระเจ้ามาก”  บิดาผู้ชรานั้นหน้านิ่วคิ้วขมวดด้วยความโกรธ  สะบัดหน้าหันไปทางอื่นโดยแรง  ทิ้งขนมปังและก้อนเนื้อที่อยู่ในมือทันที  และได้กล่าวถ้อยคำรุนแรงต่อหน้าบาทหลวงและนักปราชญ์ทั้งหลายที่มาประชุมอยู่ที่นั้นว่า

          “เจ้านักปราชญ์เอ๋ย เจ้ามิได้อ่านพระคัมภีร์หรือว่า เจ้าเป็นลูกจะต้องให้เกียรติพ่อแม่ของเจ้า  แต่ที่เจ้ามาทอดทิ้งตัวเราและแม่ของเจ้าให้เลี้ยงตนเองในเวลาแก่เฒ่าสมควรแล้ว กระนั้นหรือ”

 

            เมื่อพ่อกลับไปแล้วมาร์ตินก็กลับไปทำงานและอธิษฐาน งานของเขาไม่ใช่งานสบายนัก  เขาจะต้องขัดพื้น กวาดพื้น ต้องไปเที่ยวขออาหารและเลี้ยงดูคนเจ็บป่วย ต้องทำงานที่ไม่ใคร่จะมีคนพอใจทำภายในวัดนั้น บาทหลวงอื่นคิดว่า มาร์ตินคงจะอวดหยิ่งถือตัวว่าเป็นคนมีความรู้สูง  ฉะนั้นจึงต้องการจะดัดนิสัยจึงมอบให้ทำงานที่ต่ำเช่นนั้น  แต่มาร์ตินทำให้พวกเหล่านั้นแปลกใจมากเพราะไม่ว่าเป็นงานอะไรเขาเต็มใจทำทุกอย่าง  เขาทำพิธีอดอาหารหลายวันและอธิษฐานมากขึ้น

            ในขณะที่เขาเอาถุงอาหารแบกขึ้นบ่าเดินไป ก็ทำให้เขาระลึกไปถึงเจ้าชายแอนแฮลท์ ที่เขาเห็นเมื่อสมัยเขายังเป็นเด็กนักเรียนอยู่ที่เมืองแมกดิเบิร์ก เขาจึงมานึกถึงตัวเองว่าบางทีจะต้องตายเมื่ออายุยังน้อย ในเวลากลางคืนเขานอนอยู่บนพื้นหินของโบสถ์กางมือเหยียดออกเป็นรูปไม้กางเขน บางทีนอนอยู่เช่นนี้เป็นเวลานานจนไม่รู้สึกตัว ต้องมีผู้มาช่วยอุ้มไปยังห้องนอน

            เขาเริ่มศึกษาพระคัมภีร์อย่างหนักมีพระคัมภีร์เล่มใหญ่วางอยู่ในห้องรับประทานอาหาร  เพื่อบาทหลวงคนหนึ่งจะได้อ่านขณะที่คนอื่นรับประทานอยู่มาร์ติน ยืนอ่านพระคัมภีร์อยู่เป็นเวลานานๆ จนพวกบาทหลวงอื่นๆ มอบพระคัมภีร์เย็บปกหนังสีแดงให้เล่มหนึ่ง ในชีวิตของเขาไม่มีอะไรที่จะทำให้เขาพอใจเท่าพระคัมภีร์

 

            เขาพอใจในชีวิตและความเชื่อของท่านเปาโลเป็นพิเศษ เขาอ่านข้อความที่ว่า “ผู้รักธรรมดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยความเชื่อ” ซ้ำบ่อยๆ เขารู้สึกว่าพระเยซูเต็มไปด้วยความกรุณา  และเชื่อยิ่งขึ้นว่าความเขื่อในพระเยซูจะได้รับการยกโทษแห่งความผิดบาป  มาร์ตินอยู่ที่วัดนี้ได้ 3 ปี  ดร.สโตปิต อธิการใหญ่แห่งสำนักบาทหลวงออกัสตินเนียนมาที่เออเฟิดท์ เมื่อได้สนทนากับมาร์ติน  ดร.สโตปิตรู้สึกประหลาดใจที่เห็นว่ามาร์ตินมีความรู้ในพระคัมภีร์มาก  และยิ่งฉงนใจมากที่เห็นว่าบาทหลวงผู้ผอมซีดนี้มีความรู้สูงยิ่ง ดร.สโตปิตจึงขอร้องเจ้าอธิการผู้ดูแลวัดนั้นตักเตือนให้บาทหลวงมาร์ตินเอาใจใส่ ในเรื่องสุขภาพให้มาก

            ต่อมาเมื่อ ดร.สโตปิตมาเยี่ยมเมืองเออเฟิดท์เป็นครั้งที่สอง ก็ได้ขอร้องให้มาร์ตินไปช่วยทำการสอนที่วิทยาลัยใหม่ที่เมื่องวิตเต็นเบิร์ก  บาทหลวงอื่นๆ ต่างมองดูหน้ากันเพราะรู้สึกเห็นด้วยว่า  บุคคลที่อ่านพระคัมภีร์และศึกษามากๆ ไม่ควรจะมาอยู่ในวัดเช่นนี้ ควรจะไปอยู่ประจำวิทยาลัย

 

 

 

เดินทางไปกรุงโรม

 

            ก่อนหน้าที่มาร์ตินจะไปสอนยังเมืองวิตเตนเบิร์ก  ดร.สโตปิตได้ให้เขาและบาทหลวงอีกคนหนึ่งถือสาส์นไปถวายสันตะปาปาที่กรุงโรม

            มาร์ตินและสหายได้ออกเดินทางด้วยเท้ามุ่งหน้าไปทางทิศใต้ หนทางไกลก็จริง  แต่บาทหลวงทั่งสองนี้เคยชินต่อการเดินทางมาแล้ว  ทั้งสองมีความกระหายที่จะเห็นกรุงโรมซึ่งเป็นอาณาจักรสงฆ์ในสมัยนั้น เขาพากันเดินทางไปทางทิศใต้ของประเทศเยอรมนีและต้องปีนป่ายภูเขาในแคว้นบาวาเรียนด้วย ได้ข้ามช่องแคบระหว่างเขาไตโรลีน  ผ่านทะเลสาบโคโมที่งดงามและผ่านตลอดประเทศอิตาลี  มาร์ตินและสหายไม่มีเงินติดตัวเลยเพราะไม่มีความจำเป็นอะไร เวลากลางคืนก็พักนอนตามวัดต่างๆ ที่อยู่ในเส้นทาง รุ่งขึ้นเช้าบาทหลวงเจ้าของวัดก็จัดหาอาหารให้

           

            ประเทศอิตาลีนั้นผิดแผกแตกต่างกับประเทศเยอรมนีมาก  จริงอยู่ทั้งสองประเทศแบ่งแยกออกเป็นอาณาจักรน้อยๆ หลายอาณาจักรเหมือนกัน  แต่พลเมืองของทั้งสองประเทศมีรัฐอิสระและเมืองเล็กเมืองน้อยที่ปกครองโดยเท้าพระยาและเจ้านายและต่างก็ไม่มีการปกครองเป็นรัฐเดียวเช่นประเทศฝรั่งเศส  สเปนและอังกฤษในประเทศอิตาลีเมืองฟลอเร็นซ์ เวนิส มิลานและเนเปิลมีเจ้าผู้ครองเมืองซึ่งมัก  จะรบพุ่งกันเองเสมอ  กรุงโรมเป็นเมืองที่มีสันตะปาปาปกครอง นอกจากจะเป็นใหญ่ทางศาสนาแล้ว  ยังมีกำลังกองทัพอีกด้วย

            มาร์ตินรู้สึกทันทีว่าอิตาลีแตกต่างกับเยอรมนีมาก  และยากที่จะเข้าใจกันได้ ในเยอรมนีผู้คนมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก ทุกคนเคร่งศาสนาและดำเนินชีวิตอย่างง่ายๆ แต่ในประเทศอิตาลีคนกลับเยาะเย้ยความเชื่อเคร่งครัด และหัวเราะเยาะสิ่งซึ่งเป็นที่เคารพในศาสนา  บาทหลวงหนุ่มชาวเหนือได้จ้องดูหมาวิหารใหญ่ในกรุงมิลาน  ซึ่งกำลังก่อสร้างกันอยู่ในเวลานั้นด้วยความประหลาดใจ เข้าไปดูภาพ “การเลี้ยงอาหารครั้งสุดท้าย” ที่เขียนไว้บนเพดาน และฝาผนังโดยลีโอนาโด ดาวินชี ณ โบสถ์เล็กๆ แห่งหนึ่งที่ชานเมือง

 

            ออกจากเมืองมิลานแล้วก็ได้ข้ามภูเขาทัสส์แกนเดินมุ่งไปทางภาคใต้ จนถึงเมืองฟรอเร็นซ์  ได้ไปชมวังของเจ้าตระกูลเมดิซี  แกะสลักเป็นรูปดอกพลับพลึงและสิงห์โตซึ่งเป็นเครื่องหมายแห่งนครใหญ่  นอกจากนี้ยังได้ไปยังลานจตุรัสที่ซึ่งบาทหลวงซาโอนาโรลา ได้ถูกมัดติดกับเสาเผาไฟทั้งเป็น  ด้วยเหตุที่ไม่ยอมเชื่อฟังสันตะปาปา

            ต่อจากนั้นก็ตรงไปยังกรุงโรม  ตามทางเดินมีคนมากขึ้น บ้างก็เดิน บ้างก็ขี่ม้า บ้างก็ใช้ไม้เท้ายันเดินกะโผลกกะเผลกไป  พอเห็นกรุงโรมแต่ไกลๆ ก็คุกเข่าลงกับถนนที่เต็มไปด้วยฝุ่น  มาร์ตินชูแขนทั้งสองตะโกนว่า “ไชโยกรุงโรม”

            บาทหลวงทั้งสองก็ตรงไปยังวังวาติกันซึ่งเป็นที่อยู่ของสันตะปาปา มาร์ตินได้นำเอาสาส์นไปมอบแก่เลขานุการของสันตะปาปา แล้วก็ออกไปเที่ยวเดินดูบ้านเมืองต่อไป  เขาไม่ได้ไปชมวังใหญ่ๆ หรืออาคารสาธารณะที่มีรูปเขียนและรูปปั้นประดับ  ทั้งมิได้ไปดูโบราณสถานที่สลักหักพังในสมัยโรมันเลย  แต่เขาไปตามโบสถ์ต่างๆ เพื่อจะอธิษฐาน

 

            เมื่ออยู่ในประเทศเยอรมนี  มาร์ติน คิดว่าโรมเป็นอาณาจักรสงฆ์ที่สะอาดบริสุทธิ์สมกับที่จะเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ แต่เมื่อได้เดินท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ ตามถนนที่สกปรกในโรม  เขาอดที่จะเป็นความแตกต่างระหว่างความฝุ่มเฟือยไม่ได้  ไปที่ไหนก็มีคนโลภและก่ออาชญากรรม  เดินผ่านเจ้าพนักงานของโบสถ์ต่างๆ ที่แต่งกายสวมเสื้อคลุมกำยะหยี่  มีองครักษ์ถืออาวุธติดตามเสมอ  พวกเหล่านี้เป็นพวกรับจ้างฆ่าคน  เขาเดิน

 


  13 ธ.ค. 2550 14:46 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
mylove
คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดจริง
  
bgjack1@hotmail.com 222.123.196.142

  

ไปตามถนนต่างๆ เมื่อไปทางทิศไหนก็ได้ยินแต่ข่าวฆ่ากันและวางยาพิษกัน  มาร์ตินรู้สึกสลดใจที่เห็นว่ากรุงโรมนี้ไม่มีความบริสุทธิ์เอาเสียเลย  เขาคิดในใจว่าบางทีอาจจะเป็นเมืองที่ชั่วร้ายที่สุดในยุโรปก็เป็นได้

            มีมุมถนนแห่งหนึ่งมีบาทหลวงผู้หนึ่งเอากระดูกมาขายประชาชน  โดยบอกว่าเป็นกระดูกของนักบุญต่างๆ ในโบสถ์  มาร์ตินรู้สึกไม่สบายใจเมื่อได้ยินบาทหลวงทำพิธีมิซซา  โดยกล่าวเร็วจนทำให้คนฟังไม่มีความรู้สึกเคารพอะไรเลย  เรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของสันตะปาปา ยิ่งทำให้มาร์ตินไม่สบายใจมากขึ้น บาทหลวงที่เล่าเรื่องเหล่านี้ให้ฟังถึงกับยักไหล่แล้วพูดว่า  “มันเป็นเรื่องเลวน่าบัดสีมาก แต่สันตะปาปาผู้มีอำนาจทุกอย่างเขาจะทำอะไรก็ทำได้ตามใจชอบ”

            มาร์ตินได้ขึ้นไปบนบันไดที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งซึ่งเลื่องลือกันว่า พระเยซูได้ใช้สำหรับก้าวเดินขั้นไปสู่ไม้กางเขน  คนที่จะขึ้นบันไดนี้จะต้องคลานขึ้นไปและต้องจูบและอธิษฐานทุกๆ ขั้นบันได มาร์ตินก็ทำตาม เชื่อว่าการทำเช่นนี้จะช่วยให้ปู่ที่ตายไปแล้วพ้นจากการทรมานในเมืองนรก  มาร์ตินก็เชื่อเหมือนกับชาวคาธอลิคอื่นๆ ว่าวิญญาณจะต้องไปสู่ที่ทรมานเสียก่อนชั่วขณะหนึ่งจึงจะไปสวรรค์

 

            เมื่อมาร์ตินไปถึงยอดของบันไดแล้วก็ยืนขึ้น  และเกิดความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความสงสัย  ทันใดนั้นก็พูดด้วยเสียงอันดังว่า “จะเป็นจริงตามที่เชื่อกันหรือ ทำให้คนที่อยู่ใกล้ๆ ประหลาดใจมาก

            เมื่อมาร์ตินและสหายกลับประเทศเยอรมนีแล้ว เขาก็เกิดความสงสัยขึ้นในใจหลายอย่าง เขาไม่เชื่อว่าคนเราจะช่วยตัวเองให้รอดได้โดยวิธีเหล่านี้เลย  เขาเชื่อว่าด้วยการมีความเชื่อในองค์พระคริสต์  และโดยการศึกษาพระดำรัสของพระเจ้าตามที่ปรากฎในพระคัมภีร์เท่านั้นแหละจึงจะพบความรอดได้

            หลังจากกลับจากกรุงโรมแล้ว  มาร์ตินก็ออกจากวัดที่เมืองเออเฟิดท์แล้วย้ายไปยังเมืองวิตเตนเบิร์ก  ตามที่ ดร.สโตปิต จัดแจงไว้แล้ว เมืองนี้เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ตั้งอยู่บนภูเขาทรายสีขาวใกล้กับฝั่งแม่น้ำเอลป์ที่ไหลช้าๆ มหาวิทยาลัยแห่งนี้แม้จะไม่เก่าและสำคัญเท่ากับมหาวิทยาลัยเออเฟิดท์ก็จริง  แต่อยู่ใต้ความคุ้มกันของเจ้าเฟรดเดอริค ผู้ฉลาด เจ้าผู้ครองนครแซกโซนี

            เจ้าเฟรดเดอริกได้เก็บวัตถุสำคัญทางศาสนาไว้ที่โบสถ์เมืองวิตเตนเบิร์กเป็นจำนวนมาก  เมื่อใครเสียเงินแล้วก็อาจได้ลดหย่อนโทษที่ทางฝ่ายวัดจะกระทำแก่ผู้นั้นสำหรับความผิดบาปของเขาได้ และอาจลดโทษในเมืองนรกได้ด้วยหรือไม่ก็อาจเข้าดูฟันของนักบุญเยอโรม เส้นผมที่เก็บเอามาจากศีรษะของพระนางมาเรียน ผ้าห่มของเธอ หญ้าประมาณหนึ่งกำมือที่เก็บเอามาจากรางหญ้าของพระเยซู  นอกนั้นก็ยังมีวัตถุในทางศาสนาต่างๆ อีกมากมาย วัตถุเหล่านี้คือ  หญ้า ผ้า เส้นผม ฟัน เก็บไว้ ในกล่องทองคำและเงิน สิ่งที่มีค่ายิ่งก็คือ หนามที่เก็บเอาจากมงกุฎหนาม ที่ใช้สวมศีรษะพระเยซู

 

            เงินที่เก็บได้จากผู้ที่มาดูวัตถุสำคัญเหล่านี้  ส่วนหนึ่งเก็บไว้ใช้จ่ายในมหาวิทยาลัยที่มาร์ตินสอน มาร์ตินเองได้กล่าวประณามการแสดงวัตถุเหล่านี้อย่างยิ่ง ร้ายยิ่งกว่านั้นก็คือ  ทางวัดยอมให้มีการขายเศษกระดาษชนิดหนึ่งเรียกว่า ใบอนุญาตพิเศษ เป็นหนังสือมีลายเซ็นของสันตะปาปา อนุญาตให้ไม่ต้องปฏิบัติการทรมานตนเอง เพื่อลบล้างความผิดบาปที่ทางวันสั่งให้ทำ ใครมีเงินก็อาจซื้อการล้างบาปของตนเสียได้ และสามารถที่จะซื้อการล้างบาปให้แก่ญาติพี่น้องที่ตายไปนานๆ แล้วได้

            มาร์ติน ลูเธอร์  กับบาทหลวงอื่นๆ ที่สอนในมหาวิทยาลัย อาศัยอยู่ในตึกหินใหญ่เรียกว่ากุฏิดำ

เขามีหน้าที่สอนพระคัมภีร์และปรัชญา  ในเวลาที่ไม่ได้สอน เขาก็ศึกษาด้วยตนเองในห้องของเขา หรือมิฉะนั้นก็ไปเดินเล่นในสวนของวัด เขาใช้เวลาส่วนมากในการอธิษฐาน เอาใจใส่ในการกินการนอนน้อยและวิตกอยู่แต่ในความผิดบาปของตนเอง จนร่างกายซีดเซียวซูบผอมขี้ตกใจง่ายและประหม่า

           

 

 

            วันหนึ่งขณะที่มาร์ติน ลูเธอร์ นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ในสวน  ดร.สโตปิตเข้ามานั่งลงใกล้เขา ท่านพูดอย่างยิ้มๆ ว่า “คุณมาร์ติน ผมอยากให้คุณทำงานใหม่สักอย่างหนึ่งคืองานเทศนา”

            มาร์ตินจึงร้องตอบว่า “ทำไมล่ะครับ ผมไม่เคยเทศเลย  ผมคงตายแน่ๆ เทียวถ้าจะต้องไปทำ”

            แต่ ดร.สโตปิตกล่าวต่อไปว่า “นั่นเป็นการดีแล้วพระเจ้ามีงานไว้มาก สำหรับให้คนฉลาดทำในสวรรค์”

            มาร์ตินหัวเราะและตกลงว่าจะลองพยายามทำดู เขาเทศน์ให้พวกบาทหลวงฟังในห้องรับประทานอาหารของวัด ต่อมาก็กลายเป็นนักเทศน์ประจำโบสถ์ปราสาทวิตเตนเบิร์ก ทำให้เขามีหน้าที่เพิ่มขึ้น เมื่อเป็นบาทหลวงประจำแขวงก็ต้องมีหน้าที่ตรวจตราวัดวาอารามต่างๆ และทำงานเกี่ยวข้องกับคนอื่นๆ รับฟังคำสารภาพบาป เยี่ยมคนป่วย ปลอบใจคนที่อยู่ในความทุกข์ ต้องตอบจดหมายจำนวนมาก มาร์ตินเคยพูดว่ามีงานมาก ถ้าใช้เลขานุการสัก 2 คนจึงจะทำหมด

            งานหน้าที่ใหม่ทำให้เปลี่ยนนิสัยบาทหลวงผู้เงียบเหงานี้ เขาเริ่มเขียนความคิดเห็นใหม่เพื่อเอาไปเทศนา เขียนความเชื่อมั่นของตนเองแสดงให้ผู้อื่นรู้

            เขายิ่งเชื่อตัวเองมากขึ้น ในสิ่งที่เขาสอนและเทศนานับเป็นการย่างเข้าสู่การเป็นผู้นำ

 

ที่ประตูโบสถ์

 

            วันหนึ่งนักเรียน 3 คนเดินแกว่งดาบเล่นมาทางโบสถ์ปราสาท เขามุ่งไปที่ประตูเพื่ออ่านประกาศมหาวิทยาลัยที่ติดไว้ให้นักเรียนทราบ ศาสตราจารย์มักติดประกาศหัวข้อสำหรับโต้วาทีไว้เสมอ ฉะนั้นนักเรียนจึงหมั่นมาดูหัวข้อโต้วาทีใหม่ๆ ในคราวต่อไป

            เด็กนักเรียนหนุ่ม 3 คนถอยหลังออกไปห่างๆ ด้วยความเคารพ ในขณะที่บาทหลวงร่างเตี้ยและผอมสวมเสื้อคลุมยาวถึงตาตุ่ม  เดินตรงมายังโบสถ์ มือหนึ่งถือกระดาษแผ่นใหญ่ อีกมือหนึ่งถือค้อนและตะปูมาด้วย

            เมื่อเอากระดาษปิดที่ประตูและเอาค้อนตอกตะปูจนแน่นแล้วก็หันมาพยักหน้ากับนักเรียน แล้วก็เดินกลับไปทางมหาวิทยาลัย “ดร.ลูเธอร์ไงละ  ลองอ่านดูซิ” นักเรียนทั้งสามชักชวนกันเข้าไปอ่าน แล้วก็หันมามองดูหน้ากันอย่างประหลาด  “เป็นข้อความคัดค้านในใบอนุญาตล้างบาป พร้อมด้วยข้อความโต้แย้งใบอนุญาตล้างบาป รวม 95 ข้อ”

            “คงจะทำให้เจ้าเฟรดเดอริคไม่พอใจ  เพราะปีกลายนี้ท่านก็ไม่ชอบการเทศนาของ ดร.ลูเธอร์ ที่คัดค้านการขายใบอนุญาตอยู่แล้ว และคราวนี้ยิ่งมีข้อโต้แย้งถึง 95 ข้อด้วย”

            “เป็นการกระที่กล้าหาญจิรงๆ”  มีศาสตราจารย์ผู้หนึ่งมาที่ประตู อ่านประกาศนี้ช้าๆ ด้วยความระมัดระวังแล้วก็รีบกลับไปโดยเร็ว นักเรียนหมู่ใหญ่มาอ่านแล้วก็วิพากษ์วิจารณ์กันมาก ประกาศที่เป็นภาษาลาตินปิดไว้ตามประตูโบสถ์ ไม่ใคร่มีใครสนใจมาก่อน แต่เรื่องนี้ทำให้เกิดความรู้สึกอย่างรุนแรง เพราะชาวเยอรมนีมีความโกรธเคืองมากที่ทางวัดปล่อยให้มีการขายใบอนุญาต ทุกคนรู้ว่าในเวลานั้นมีบาทหลวงชื่อเสียงไม่ดี ได้ทำการขายใบอนุญาตล้างบาปจนร่ำรวย ชื่อว่าเทดเซ็ล ขายเศษกระดาษชนิดนี้เป็นจำนวนพันๆ ใบ บาทหลวงเทดเซ็ล ไปไหนต้องแบก***บเงินใบใหญ่ไหด้วยเพราะได้เงินมาก ไม่ว่าใครเอาเงินใส่ใน***บ ดังกริ๋งเป็นได้ใบอนุญาตล้างบาป ถึงกับมีบทสวดมนต์ว่า “พอเงินตกใน***บดังกริ๋ง  วิญญาณในนรกก็กระโดดขึ้นไปสวรรค์เหมือนลิง”

 


  13 ธ.ค. 2550 14:47 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
mylove
คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดจริง
  
bgjack1@hotmail.com 222.123.196.142

  

มหาสังฆราช แอลเบิต  แห่งเมืองเมนซ์ ได้ไปกู้เงินจำนวนมากมาจากธนาคารใหญ่ของเยอรมันนานมาแล้ว บัดนี้ได้รับเงินจากเทดเซ็ลและบาทหลวงอื่นๆ เป็นค่าขายใบอนุญาตล้างบาป จนสามารถนำมาชำระหนี้ได้หมด และยังมีเงินเหลือสร้างโบสถ์ใหญ่ เซนต์ปีเตอร์ในกรุงโรมด้วย

            หัวข้อที่มาร์ติน  ลูเธอร์  เขียนขึ้นนำไปติดไว้ที่ประตูโบสถ์นั้น ใช้เป็นหัวข้อโต้วาทีด้วย  ทั้งนี้เพราะมาร์ตินมีความโกรธเคืองในเรื่องการขายใบอนุญาตนี้ เขาคัดค้านการขายนี้ด้วยเหตุผล 3 ประการ  ประการแรก ชาวเยอรมันไม่ควรเสียเงินในการสร้างโบสถ์เซนต์ปีเตอร์ที่กรุงโรม ประการทีสอง ในอนุญาตของสันตะปาปาไม่สามารถล้างมลทินได้  ประการที่สามใบอนุญาตนี้เป็นเพียงลดการทำโทษทางฝ่ายโลกสำหรับบาปที่ทำขึ้นเท่านั้น  แต่พวกขายใบอนุญาตหลอกลวงประชาชนว่าใบอนุญาตล้างบาปได้หมด  ลูเธอร์เมื่อทราบความข้อนี้จึงคัดค้านว่าไม่เป็นความจริง  คนทำบาปจะได้ยกเว้นโทษก็เพราะมีความเชื่อในพระคริสต์ และมีความรู้สึกเสียใจในความผิเดบาปที่ได้ทำลงไป   ผู้ทำบาปต้องเต็มใจพิสูจน์ว่าตนได้เสียใจจริง ๆ  โดยการทรมานตน ที่สำคัญที่สุดก็คือ  การซื้อใบอนุญาตจะทำให้ประชาชนรู้สึกว่าการประพฤติดีไม่เป็นสิ่งสำคัญ ในหมู่ที่คัดค้านการขายใบอนุญาตกล่าวกันว่า  “คนที่ให้เงินคนยากจนยังจะดีกว่าคนที่ไปซื้อ ใบอนุญาตล้างบาป”

            ข้อคัดค้านการขายใบอนุญาตของลูเธอร์  ได้รับการจัดพิมพ์ขึ้นและแจกไปทั่วประเทศเยอรมนี เพราะก่อนหน้าลูเธอร์เกิดไม่นานเท่าใดนัก ลูเต็นเบิร์กได้ประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ดีดชนิดหมุนขึ้น และเนื่องจากข้อคัดค้านของลูเธอร์ ได้แปลขั้นเป็นภาษาเยอรมันส่วนมากได้เริ่มคิด  แต่ไม่สามารถจะแสดงความคิดออกมาได้อย่างโจ่งแจ้ง

            เสียงคัดค้านของมาร์ติน ลูเธอร์ ได้มีผู้ได้ยินกว้างขวางและห่างไกลออกไป เขาได้เดินขบวนแห่ตามเสียงระฆังใหญ่เพื่อเข้ารับปริญญาเอก  ดำรงตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์  ทั้งได้รับแหวนทองคำวงใหญ่ และหมวกพิเศษ ประจำตำแหน่งศาสตราจารย์  เขาได้ปฏิญาณตนว่าจะเชิดชูความจริงที่สอนไว้ในพระคัมภีร์  มีคนเดินทางมาแต่ไกลเพื่อจะฟังปาฐกถาคำเทศนาของเขา สันตะปาปาในกรุงโรมทราบว่าลูเธอร์ กำลังปลุกปั่นราษฎร ก็ได้แต่หัวเราะเยาะเท่านั้น

            เจ้าเฟรดเดอริคแห่งแคว้นแซกซอนนีได้เขียนหนังสือไปยัง ดร.ลูเธอร์ ขอทรบเหตุผลเพราะเป็นห่วงว่าข้อคัดค้านเหล่านั้นจะทำให้เกิดปัญหาหลายประการ เพราะถ้าพวกให้กู้เงินร้องทุกข์ไปยังสันตะปาปาและสันตะปาปา ร้องทุกข์ไปยังจักรพรรดิแห่งเยอรมนี สเปน และเนเธอร์แลนด์แล้วจะทำให้เจ้าเฟรดเดอริคเกิดพิพากกับสันตะปาปาและมหาจักรพรรดิ

            แต่เมื่อ ดร.ลูเธอร์ตอบมาแล้ว เจ้าเฟรดเดอริคก็พอใจมาก เพราะเขารู้ว่านักเทศน์ผู้นี้เป็นคนสัตย์ซื่อและจริงใจ  นับแต่บัดนั้นมาเจ้าเฟรดเดอริคก็เข้าปกปักรักษาคุ้มครองลูเธอร์ แม้ในเวลาต่อมาสันตะปาปาขอให้ส่งตัวมาร์ตินไป ไต่สวนที่กรุงโรม  เจ้าเฟรดเดอริคปฎิเสธไม่ยอมส่งตัวออกไปจากประเทศเยอรมนี

 

            มาร์ติน  ลูเธอร์ได้กล่าวคัดค้านความเห็นของตนเกี่ยวกับใบอนุญาตที่เมืองอ๊อกส์เบิร์กในการโต้วาทีกับมหาสังฆาราชคาร์เจแกน  ผู้แทนของสันตะปาปา มาหาสังฆราชสั่งให้มาร์ตินถอนคำพูดและคำประกาศเสีย  และด้วยเหตุที่ไปโต้เถียงนี้ ดร.สโตปิต จึงได้ให้มาร์ติน ลูเธอร์ออกเสียจากนิกายบาทหลวงออกัสตินเนียน

            ดยุคยอร์ชลูกน้องของเจ้าเฟรดเดอริค  และเป็นเจ้าเมืองภาคหนึ่งของแซกซอนนีไม่เห็นพ้องกับ ดร.ลูเธอร์ จึงขอเชิญให้มาร์ตินมาโต้วาทีให้มหาชนฟัง ณ ที่เมืองไลฟ์ซิก กับ ดร.จอห์น เอ๊ค ผู้ป้องกันสิทธิในการขายใบอนุญาตและความเห็นของพวกโรมันคาธอลิค

            ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1519  ดร.มาร์ติน ลูเธอร์ นั่งเกวียนบรรทุกหญ้ามาถึงเมืองไลฟ์ซิกเป็นระยะทาง 40 ไมล์  การโต้วาทีครั้งนี้สำคัญมากเพราะประชาชนแบ่งออกเป็นฝ่ายมาร์ติน ลูเธอร์และฝ่าย ดร.เอ๊ค บางพวกก็เชื่อในใบอนุญาต บ้างก็ไม่เชื่อ ทั้งมาร์ตินและ ดร.เอ๊คกลัวว่าประชาชนจะรวมตัวกันทำร้ายเอา  แต่หาทำให้ลูเธอร์ขยาดที่จะไปยังเมืองไลฟ์ซิกไม่

 


  13 ธ.ค. 2550 14:48 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
mylove
คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดจริง
  
bgjack1@hotmail.com 222.123.196.142

  

มีมิตรสหายที่ไปกับลูเธอร์คือ ฟิลิป เซแลนซ์ทอนเพื่อนศาสตราจารย์ด้วยกันนั่งเกวียนไปกับลูเธอร์  เมแลนซ์ทอนเป็นคนผอมบาง ดูประหนึ่งลมตามภูเขาจะพัดเขาปลิวไปเสียเมื่อเขายืนขึ้นแสดงปาฐกถา  ไม่มีผู้ใดเอาใจใส่ในร่างกายบอบบาง แต่สนใจในสติปัญญาและน้ำใจของเขา มีนักเรียน 200 คนถือขวานเดินทางไปกับเกวียนเพื่อป้องกัน ดร.มาร์ติน

            เมื่อพวกที่มาจากวิตเตนเบิร์กเข้ามายังถนนคดเคี้ยวแห่งเมืองไลฟ์ซิกก็ ได้ยินเสียงดนตรีทหารกองรักษาการณ์ให้ถือธงของดยุคยอร์ช พร้อมกับเป่าขลุ่ยและตีกลอง ดร.เอ๊คเดินมาพร้อมกับทหาร สวมเสื้อศาสตราจารย์สูงวัย  มีองครักษ์ติดตามมาด้วย 76 คน

            รุ่งขึ้นพวกมาร์ตินก็ไปยังปราสาท เขาเข้าไปยังห้องโถงใหญ่ซึ่งมีขุนนางทหาร ศาสตราจารย์ และชาวเมืองนั่งอยู่เต็ม  มาร์ติน ลูเธอร์ ก็ก้าวขึ้นไปพบกับ ดร.เอ๊ค ผู้ซึ่งจะได้เสนอทัศนะของสันตะปาปา

 

            ดร.เอ๊คได้พยายามจะพิสูจน์ให้แห็นว่าความเชื่อของมาร์ติน  ลูเธอร์ผิดพลาดไม่เป็นความจริง แต่ลูเธอร์ก็โต้ปัญหาได้หมด  ดร.เอ๊คจึงนำเอาความคิดเห็นของจอนฮัสขึ้นมากล่าวอย่างฉลาด จอนฮัส เป็นผู้ทำงานในทางศาสนา ได้ถูกเผาทั่งเป็นมาหลายปีแล้วในเมืองโบฮีเมียร์ เพราะไมยอมเห็นตามความเชื่อ ของศาสนาในเวลานั้น ดร.เอ๊คลวงให้มาร์ตินพูดว่ามิใช่ความเห็นทั้งหมดของจอนฮัสเป็นสิ่งที่ผิด ข้อความตอนนี้ทำให้ประชนโกรธมาก ดยุคหน้าบึ้งเอานิ้วเคาะกับแขนเก้าอี้ด้วยความโกรธ เพราะเห็นว่าลูเธอร์เป็นคนนอกศาสนา  คือไม่เชื่อตามความเชื่อของพวกวัดในสมัยนั้น

            เมื่อการโต้วาทีเสร็จแล้ว  ลูเธอร์และพวกก็กลับวิตเตนเบิร์ก  พวกศาสตราจารย์ต่างก็เงียบ พวกนักเรียนพูดซุบซิบกันด้วยความเศร้าใจ  ทุกคนต่างก็คิดว่าความยุ่งยากจะเกิดขึ้นและความยุ่งยากก็เกิดขึ้นจริงๆ ในฤดูร้อนต่อมา สันตะปาปาลีโอ  ออกคำสั่งว่า ถ้ามาร์ตินไม่เปลี่ยนความคิดเป็นของตนภายใน 60 วัน จะถูกขับใล่ออกจากวงการศาสนาไป  ในเดือนพฤศจิกายน ผู้แทนจักรพรรดิก็เก็บรวบรวมหนังสือของลูเธอร์ไปเผาไฟที่เมืองโคโลญ

            สหายของลูเธอร์ต่างก็พากันกล่าวขวัญถึงเรื่องนี้ว่า จะมีอะไรเกิดขึ้นอีก เกรงว่าลูเธอร์จะถูกเผาทั้งเป็นเหมือนจอนฮัส  นักเรียนที่วิตเตนเบิร์กไม่เป็นอันพูดถึงเรื่องอื่น  และไม่ใคร่เอาใจใส่ในการเรียน เพราะมัวพูดกันแต่เรื่องนี้และคอยดูว่า ดร.ลูเธอร์จะทำอย่างไรต่อไป

 

            ต่อมาเช้าวันหนึ่งในฤดูหนาวเดือนธันวาคม  นักเรียนกลุ่มหนึ่งได้มายืนที่ประตูโบสถ์ปราสาท มองเห็นประกาศที่ประตูฉบับหนึ่ง

            “อะดอลฟ์ ! อ่านดังๆ ซิคุณอยู่ใกล้  คุณเกือบจะดันกระดาษให้ทะลุออกไป  อ่านดังๆ”

            เสียงของนักเรียนผู้อ่านนั่นก็ดังและชัดเจนขึ้นว่า  “ขอให้ทุกคนที่เชื่อในความจริงของพระกิตติคุณจงมาพร้อมกันเช้าวันนี้เวลา 10.00 น. ณ ที่ประตูเวลสเตอร์ จะได้ช่วยกันเผาคำสั่งข้อบังคับและศาสนศาสตร์ของสันตะปาปาเสียให้หมดสิ้น เพื่อให้สมกับการที่ศัตรูของพระกิตติคุณมีความฮึกเหิมมากขึ้นจนถึงกับเผาหนังสือของลูเธอร์เสีย เชิญคนหนุ่มๆ ที่มีใจร้อนรนและผู้มีใจบุญทั้งหลาย”

            มีนักเรียนและอาจารย์ได้มาประชุมกันมากหลาย  ทันใดนั้นประตูก็เปิด ดร.ลูเธอร์ก็ออกมา  เดินไปที่ประตูใหญ่ยืนคอยอยู่  ส่วนอาจารย์อื่นๆ และนักเรียนก็เดินเป็นขบวนตามไป

            เมื่อพวกมหาวิทยาลัยมุ่งหน้าไปบริเวณชานเมือง พวกชาวเมืองก็รวมกันเป็นกลุ่มตามถนนเพื่อดูเขา เพราะเรื่องชนิดนี้ไม่เคยพบเห็นมาก่อนเลย..... และต่างอธิษฐานขออย่าให้ ดร.มาร์ตินถูกจับไปเผายังกรุงโรมอีกเลย

            นอกกำแพงเมืองพ้นประตูเวลสเตอร์ ได้จัดเตรียมกองไฟใหญ่ไว้ ครูคนหนึ่งเป็นผู้ตีหินเหล็กไฟ แล้วก็จ่อเข้ากับมัดฟืนแห้งๆ จนไฟติดลุกโพลงขึ้น

            เมื่อ ดร.ลูเธอร์ เดินมาทุกคนก็เงียบ เขาเอาหนังสือหลักข้อบังคับ ของวัดมาวางบนกองไฟ  หนังสือเหล่านี้เป็นกฎข้อบังคับว่าด้วยอำนาจของ สันตะปาปาที่มีอยู่เหนือพวกบาทหลวง เหนือวัดและเหนือประชาชน ครั้นแล้ว ดร.ลูเธอร์ก็หยิบเอาคำสั่งที่ไล่เขาออกจากวัดวางบนกองไฟ  ประเดี๋ยวเดียวก็กลายเป็นขี้เถ้าไปหมด แล้ว ดร.ลูเธอร์ ก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงดัง ซึ่งทุกคนก็รู้ว่าถ้อยคำเหล่านี้ประณามสันตะปาปาว่า “เนื่องจากท่านเหยียบย่ำความจริงของพระเจ้าลงเสีย พระองค์จะทรงเผาท่านในวันนี้เหมือนกัน อาเมน”

          ลูเธอร์ก้มหัวลง คนอื่นๆ และนักเรียนก็ทำเช่นเดียวกัน พวกอาจารย์ก็กลับมาที่มหาวิทยาลัย แต่นักเรียนเดินแห่รอบกองไฟและร้องเพลง เมื่อหมดเปลวไฟแล้วจึงกลับเข้าในเมือง เมื่อเดินไปก็ร้องเพลงไปด้วย แล้วเอาดาบแทงใบอนุญาตล้างบาปชูขึ้นให้สูงแล้วเดินเป็นขบวนไป

 

            ดร.ลูเธอร์ก็ทำการสอนและเทศนาต่อไป ใช้เวลาส่วนมากเขียนหนังสือต่างๆ ตลอดฤดูร้อน ค.ศ.1519 เขาได้พิมพ์หนังสือเล็กๆ ขึ้นหลายเล่มพิมพ์เป็นภาษาเยอรมันแจกไปทั่วประเทศ

            ในบางภาคของประเทศเยอรมนีเช่น ตูริงเกีย ไอส์แลนด์ ขึ้นไปจดทะเลเหนือ ตลอดแคว้นแซกซอนนี ชาวเยอรมันได้อ่านถ้อยคำอันรุนแรงของลูเธอร์ที่แพร่ไปทั่ว

 

ข้าพเจ้าขอยืดมั่น

 

            เมื่อจักรพรรดิแมกซิมิเลียนสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ.1519 พระเจ้าชาร์ลสที่ 5 ก็ได้เป็นจักรพรรดิแห่งราชอาณาจักรโรมันแทน ที่เรียกว่าราชอาณาจักรโรมันนั้นประกอบด้วยประเทศต่างๆ ในยุโรปที่ยอมขึ้นแก่จักรพรรดิ  กษัตริย์แห่งประเทศเหล่านั้นเป็นผู้เลือกตั้งจักรพรรดิขึ้นปกครอง พระเจ้าชาร์ลสองค์นี้เป็นหลานของกษัตริย์เฟอดินานและพระนางอิสซาเบลลาแห่งสเปน  ซึ่งทางฝ่ายมารดาและบิดาเป็นเชื้อกษัตริย์ของประเทศเยอรมนี

            ในปี ค.ศ.1521  พระเจ้าชาร์ลสที่ 5 ได้เรียกประชุมกษัตริย์ของประเทศต่างๆ ในยุโรปมาประชุมที่เมืองเวิมส์ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำไรน์ในประเทศเยอรมนี เป็นการประชุมของสภาสูง  บรรดาข้อวินิจฉัยตกลงใดๆ ของที่ประชุมนี้ถือว่ากฎหมายใช้บังคับได้  ปัญหาใหญ่ก็คือเรื่องมาร์ติน ลูเธอร์ จึงตกลงที่จะเรียกตัวมาไต่สวนในที่ประชุมใหญ่นี้ด้วย

            ในเดือนเมษายน ค.ศ.1521  ดร.ลูเธอร์ได้รับจดหมายเรียกมาไต่สวนพวกเพื่อนๆ ห้ามมิให้ไป  แต่ลูเธอร์ว่าเป็นหมายเรียกของจักรพรรดิจำต้องปฏิบัติตาม ลูเธอร์รู้ตัวดีว่าทำอย่างไรเสียก็จะถูกจับตัวไปไต่ส่วนต่อหน้าสันตะปาปา ดังนั้นจึงคอยให้ได้รับคำมั่นสัญญาปลอดภัยจากจักรพรรดิเสียก่อนจึงจะไป

 

            เมื่อผู้สื่อข่าวมาถึงพร้อมด้วยคำรับรองความปลอดภัยแล้ว มาร์ติน ลูเธอร์ ก็ขึ้นเกวียนมุ่งหน้าไปยังนครเวิมส์  มีเพื่อนร่วมทางไปด้วยสามคน คือ คร.แอมสดอร์ฟ  ปีเตอร์ ซะวาเว็น และ จอห์น เพ็ทเซ็นไตเนอร์ ผู้สื่อข่าวของจักรพรรดิขี่ม้านำหน้าเกวียน คือ แคสปาสเติม ถือธงของจักรพรรดิเป็นรูปนกอินทรีดำ 2 ตัว และสวมเสื้อเกราะไหมสีเหลืองอร่าม

            ขณะที่เกวียนแล่นมาตามถนนที่มีโคลนตม มาร์ตินเอาพิณออกมาดีดเล่นเบาๆ และร้องเพลงคลอไปด้วย ดร.แอมสดอร์ฟ มองดูด้วยความประหลาดใจ

            “มาร์ติน เธอกำลังอยู่ในอันตราย ยังมีแก่ใจที่จะร้องเพลงด้วยหรือ”

           

 


  13 ธ.ค. 2550 14:49 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
mylove
คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดจริง
  
bgjack1@hotmail.com 222.123.196.142

  

ดร.ลูเธอร์ยิ้มแล้วคงร้องเพลงต่อไป  สักครู่หนึ่งแอมสดอร์ฟก็ร้องบ้างแล้วคนอื่นก็ร้องตาม ผู้สื่อข่าวซึ่งขี่ม้านำขบวนก็หันหน้ามาดู “ลูเธอร์นี่เป็นคนเช่นไรหนอ ยังสามารถร้องเพลงได้อีกในเมื่อสันตะปาปาและจักรพรรดิเขารวมหัวจะเล่นงานอยู่แล้ว”

            “เมื่อผ่านเมืองไลฟ์ซิก มีผู้คนออกมาดูกันมากมาย ที่เมืองไวมา จัสตัสโจนาส เพื่อนรักของลูเธอร์ก็ขึ้นเกวียนร่วมไปด้วย

            ในเมืองเออเฟิดท์เขาจัดดนตรีมาต้อนรับ  เสียงบรรเลงดูประหนึ่งว่าคนทั้งเมืองร้องเพลงเพื่อมาร์ติน ลูเธอร์  มาร์ตินตกตลึงเมื่อเห็นขบวนนักเรียนและอาจารย์ และท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัยมาต้อนรับเขา ในคืนนั้นเจ้าพนักงานประจำเมืองได้จัดการเลี้ยงอาหารเป็นเกียรติแก่ลูเธอร์  ตอนดึก มาร์ติน และสหายได้ไปนอนในวัด  เซนต์ออกัสติน ที่อยู่มาแต่ก่อน

            รุ่งขึ้นเป็นวันอาทิตย์  ดร.ลูเธอร์เทศนาในโบสถ์ที่เขาเคยเป็นนักร้องเพลงประจำมาแต่ก่อน คนมาฟังเทศน์มากจนระเบียงโบสถ์ทานน้ำหนักไม่ไหวถึงกับลั่นเอี๊ยดๆ

            ขณะที่มาร์ตินเดินทางต่อไปยังภาคตะวันตกผ่านเมืองใดหมู่บ้านใด มิตรสหายก็มาบอกว่าชีวิตของเขาตกอยู่ในอันตราย พากันห้ามมาร์ตินว่าอย่าไปเลย มาร์ตินก็ได้แต่ยิ้มๆ และกล่าวว่า “จะต้องไปเมืองเวิมส์ให้จงได้ แม้ว่าในเมืองนั้นจะมีผู้ปองร้ายมากเหมือนกับกระเบื้องมุงหลังคาก็ตาม”

           

            เมื่อจวนจะถึงเมือง  ลูเธอร์เห็นฝูงชนมาตั้งแถวตามถนนมาก ฝูงชนโห่ร้องต้อนรับ มาร์ติน ลูเธอร์ลงจากเกวียนมีหญ้าแห้งติดอยู่ตามเสื้อผ้า จับพิณหนีบไว้กับแขนข้างหนึ่งแล้วพูดว่า

            “พระเจ้าจะอยู่กับข้าพเจ้า” แล้วก็เดินเข้าประตูบ้านพักไป ซึ่งก็คือบ้านอัศวินแห่งเซนต์จอห์น แม้เวลาดึกดื่นมาก ดร.ลูเธอร์ก็ไม่ได้พักผ่อนเพราะมีผู้มาเยี่ยมสนทนากับเขาเป็นจำนวนมาก ในตอนเช้าวันพุธเขาก็จะต้องเตรียมไปปรากฏตัวยังที่ประชุมสภาฯ  แต่เขาก็ยังมีโอกาสที่จะทำพิธีให้แก่อัศวินซาวอน ที่จวนจะตายซึ่งขอร้องให้มาร์ตินอธิษฐานเผื่อ

            ในตอนบ่ายเวลา 4 โมงเย็น  ผู้สื่อข่าวจักรพรรดิและเจ้าพนักงานตำรวจหลวงได้มาคุมตัว ดร.มาร์ติน ลูเธอร์ไปยังสภา  ลูเธอร์ได้เดินอย่างเงียบๆ แต่ก้าวอย่างมั่นคงเข้าไป ในท้องพระโรงแห่งราชวังของสังฆราช  เขารอคอยอยู่ข้างนอกห้องนี้เป็นเวลา 2 ชั่วโมง กว่าจะได้เข้าไปก็เป็นเวลา 6 โมงเย็น มืดแล้ว ต้องจุดคบเพลิงตั้งไว้ตามที่ว่างข้างกำแพง

            ท้องพระโรงแน่นไปด้วยคน  มีทหารสเปนและเยอรมันยืนแถวอยู่ริมกำแพง จักพรรดิชาร์ลสที่ 5 เป็นคนหนุ่มอายุได้ 20 ปี  นั่งอยู่บนบัลลังก์ทรงเครื่องแต่งกายสีดำล้วนมีจี้เพชรสวมไว้ที่คอ  รอบองค์มีกษัตริย์อีกหกประเทศและผู้แทนสันตะปาปา  นอกจากนั้นยังมีสังฆราช ทูตานุทูตและอัศวิน  ดวงตาทุกดวงจ้องมายังผู้ที่มาตินร์ที่สงบเงียบขณะที่เขาเดินเข้ามา ถ้าจะรักษาอำนาจของสันตะปาปาไว้ มาร์ติน ลูเธอร์จะต้องยอมรับรองอำนาจนี้และต้องรับว่าตนผิด

           

            มีเจ้าพนักงานผู้หนึ่งบอกลูเธอร์ว่าไม่ต้องพูดอะไร  นอกจากตอบคำถามเท่านั้น  มาร์ติน ลูเธอร์แสดงหน้าตาคิ้วขมวด ผู้ที่จะตั้งปัญหาถามเขาคือ ดร.เอ๊ค แต่ไม่ใช่ ดร.เอ๊คคนที่เขาเคยโต้วาทีที่เมืองไลฟ์ซิก

            ดร.เอ๊คออกมาชี้มือไปยังกองหนังสือเล่มเล็กเล่มใหญ่ที่วางอยู่บนโต๊ะ ตั้งปัญหาถามว่าลูเธอร์เป็นคนเขียนหนังสือเหล่านี้และจะยอมรับหรือไม่ว่าความเห็นในหนังสือของเขาผิดพลาด  ลูเธอร์ไม่ยอมตอบ แล้วก็มีผู้เอาหนังสือเหล่านั้นอ่านชื่อให้ที่ประชุมฟัง  แล้วลูเธอร์จึงตอบว่าเขาเขียนหนังสือเหล่านั้นจริง และยังมีเล่มอื่นๆ ที่เขาเขียนขึ้นอีกด้วย  ลูเธอร์ขอเวลาตรึกตรองก่อนที่จะตอบคำถาม ดร.เอ๊คจึงหันไปถามจักรพรรดิๆ ยอมให้เวลา 1 วัน

 


  13 ธ.ค. 2550 14:50 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
mylove
คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดจริง
  
bgjack1@hotmail.com 222.123.196.142

  

ลูเธอร์ อธิษฐานตลอดคืน  รุ่งขึ้นมิตรสหายที่เป็นห่วงก็ประหลาดใจที่เป็นลูเธอร์มีอารมณ์ดี  หัวเราะและพูดสนุกสนาน  พอเวลาสี่โมงเย็นเขาจึงถูกนำตัวไปไต่ส่วนในห้องประชุมท่ามกลางคนสำคัญๆ อีก

            ในครั้งนี้ลูเธอร์ได้กล่าวเป็นภาษาเยอรมันชั่วระยะเวลาหนึ่ง อธิบายความหมายในหนังสือซึ่งเขาแต่งขึ้น  ในท้องพระโรงนี้ร้อนและอบอ้าวไปด้วยควันคบเพลิงที่ริมกำแพง เมื่อเขากล่าวแล้วดูเหมือนว่าแทบจะหมดแรง และได้ถูกขอร้องให้กล่าวซ้ำเป็นภาษาลาตินอีก  ตอนนี้อัศวินผู้หนึ่งตะโกนขึ้นว่า

            “ท่านอาจารย์ ถ้าจะกล่าวเป็นภาษาลาตินไม่ได้ก็พอแล้ว”

            แต่ ดร.ลูเธอร์ หายใจยาว แล้วกล่าวคำเป็นภาษาลาตินอีก  เมื่อจบแล้ว ดร.เอ๊คตะโกนว่า “ลูเธอร์ ท่านกล่าวนอกประเด็น  ท่านจะถอนข้อความที่เขียนได้ไหม

            มาร์ตินเงยหน้าขึ้น ดวงตาเป็นประกาย  เขาตอบด้วยเสียงดังก้องไปทั่วท้องพระโรงว่า “ข้าพเจ้าไม่อาจ และจะไม่เพิกถอนสิ่งใดทั้งหมด เพราะไม่เป็นการชอบธรรมที่จะไปกระทำการฝ่าฝืนความรู้สึกผิดชอบ ข้าพเจ้าขอยืนกรานจะทำอย่างอื่นไม่ได้  ขอพระเจ้าโปรดช่วยด้วย อาเมน”

 

            ในวันศุกร์  ลูเธอร์ก็ออกเดินทางจากเมืองเวิมส์  หนังสือรับรองความปลอดภัยยังคงใช้ได้ต่อไปอีก 20 วัน เขาไม่ยอมลงหัว ไม่ยอมแพ้ ไม่ยอมทำตามสันตะปาปา มีข่าวลือกระฉ่อนไปทั่วเมือง ว่ามีการวางแผนการฆ่ามาร์ติน เพื่อนๆ จึงร้อนใจเป็นห่วงว่าเขาจะปลอดภัยหรือไม่  เพราะมีคนจำนวนมากยุแหย่ให้จักรพรรดิเรียกคำรับรองความปลอดภัยคืนเสีย  ลูเธอร์ก็จะถูกพวกรับจ้างฆ่าคนปลิดชีวิตเสียเท่านั้น  และการกลับไปวิตเตนเบิร์กจะปลอดภัยหรือไม่ เพราะเขาถูกทั้งฝ่ายอาณาจักรและศาสนาประณามเสียสิ้นดี  ดูประหนึ่งว่าเขาเห็นจะไม่รอดพ้น ที่จะถูกจับตัวไปเผาทั้งเป็นต่อหน้าสันตะปาปาที่กรุงโรมเป็นแน่

            แต่การเดินทางกลับก็คงราบรื่นเหมือนเมื่อตอนไป พวกชาวไร่ชาวนาตามทุ่งนา พวกพ่อค้าตามเมืองและหมู่บ้าน  พวกนักเรียนและแม่บ้านต่างก็โห่ร้องต้อนรับลูเธอร์ตลอดทาง เขาหยุดเทศนาตามทางหลายแห่งแล้วก็ไปพักผ่อนที่บ้านของลุงของเขาที่โมราเสียหลายวัน

            วันที่ 4 พฤษภาคม มาร์ติน ลูเธอร์จึงออกเดินทางมุ่งต่อไปยังวิตเตนเบิร์ก เมื่อเกวียนผ่านเขตหมู่บ้านโมราแล้วเขามองขึ้นไปบนหลังคาก็เป็นนกกระสาขายาวคอยป้องลูกเล็กๆ ของมันอย่างระมัดระวัง เห็นต้นข้าวไรน์งอกงามตามทุ่งนา ได้กลิ่นที่ไถขึ้นใหม่เมื่อฝนตก ต้นแพร์ก็ออกดอกงามตลอดตามถนน ทำให้เขาระลึกถึงกุฏิดำที่เมืองวิตเตนเบิร์ก  เขายินดีที่จะกลับไปอีก

 

            ม้าคงลากเกวียนล้อกระแทกกับถนนอันขรุขระไปตามทางจนเข้าไปในป่าดงทึบ เสียงนกร้องเพลงอยู่ที่ใต้ต้นไม้ ใหญ่ซึ่งปกคลุมถนนจะเกือบจะมืด มาร์ตินก็เกือบจะหลับอยู่บนหญ้าแห้งที่เกวียน  ทันใดนั้นเองเสียงฝีเท้าม้าดังมาทางหนึ่ง  ทำให้เขาลุกขึ้นนั่งด้วยความตกใจ  มีทหารหมู่หนึ่งขี่ม้าออกจากพุ่มไม้มีอาวุธครบมือ  คนขับเกวียนตกใจจึงชักม้าให้หยุด

            “หยุด” พวกทหารม้าล้อมเกวียนไว้ หัวหน้าจึงร้องถามว่า “เกวียนนี้มี ดร.ลูเธอร์ แห่งเมืองวิตเตนเบร์กมาด้วยมิใช่หรือ”

มาร์ตินหน้าซีดแล้วตอบว่า “ใช่แล้ว ท่านมีธุระอะไรในตัวเราหรือ”

            “ขอโปรดขึ้นม้าตัวนี้และขี่ไปกับพวกผมเดี๋ยวนี้แหละครับ”

แล้วพวกทหารก็ช่วยกันจูงมือลูเธอร์ลงจากเกวียนเพื่อขึ้นหลังม้า หัวหน้าก็สั่งให้คนเกวียนขับเกวียนกลับไปยังหมู่บ้านโมรา  แล้วพาลูเธอร์ควบม้าหนีไปโดยเร็ว  ลูเธอร์หันหน้ามาดูพวกเพื่อนๆ บนเกวียน  นึกในใจว่าคราวนี้ตัวคงจะถูกฆ่าตายแน่  แต่พวกทหารพาลูเธอร์มายังภูมิประเทศที่เคยรู้จักมาแต่ก่อนแล้ว  คือหมู่บ้านใกล้เมืองเออเฟิดท์ที่เขาเคยมาอยู่เมื่อสมัยยังเป็นเด็กนักเรียนและได้ถูกฟ้าฝนคะนองครั้งหนึ่งแล้ว แล้วก็เหลือบไปเห็นปราสาทวอทเบิร์ก

 


  13 ธ.ค. 2550 14:54 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
mylove
คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดจริง
  
bgjack1@hotmail.com 117.47.152.215

  

เมื่อข้ามสะพานมาแล้วได้ก็ยินเสียงประตูปราสาทปิดดังปัง ลูเธอร์ก็ยิ้มในใจ เพราะเขารู้ว่าในปราสาทนี้ไม่มีศัตรูแล้ว ทุกคนในปราสาทต้อนรับเขาเป็นอย่างดี  มีผู้มาแสดงความเคารพต่อเขา  แล้วก็ถูกนำตัวไปยังห้องพัก

            ภายหลังต่อมาจึงรู้ว่าเป็นแผนการของเจ้าเฟรดเดอริคที่ให้ทหารพาตัวลูเธอร์มาเก็บไว้เสียในปราสาท  เพื่อความปลอดภัยจากศัตรู ลูเธอร์ต้องปลอมตัวเป็นอัศวิน และมีชื่อใหม่ว่า จังเกอร์  ยอร์ช

            ดังนั้นลูเธอร์ จึงเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวอย่างบาทหลวงออกหมด  แล้วสวมเครื่องแต่งกายอัศวิน สวมสร้อยคอทองคำและสะพายดาบ  เริ่มมีหนวดเคราและไว้ผมยาว  มีระเบียบวินัยเป็นอัศวินทุกอย่าง  และจะต้องออกไปล่าสัตว์ แต่ ดร.ลูเธอร์ ไม่ชอบการล่าสัตว์นัก  เมื่อมีผู้ชักชวนจึงได้ออกไปล่ากวางและเนื้อบ้าง

           

            เกิดการโกลาหลกันใหญ่โตทั่วประเทศเยอรมนี แอลเบรชท์ ดูเรอร์ ศิลปินผู้มีชื่อเสียงแห่งนครเนินเบิร์ก ถึงกับร้องให้เมื่อทราบว่ามาร์ติน ลูเธอร์ถูกลักพาตัวเอาไปเสียแล้ว ลูเธอร์ติดต่อส่งข่าวให้เพื่อน 2-3 คนทราบว่าเขาปลอดภัยแต่ไม่บอกที่ซ่อนตัว  คนส่วนมากคิดว่าเขาคงตายแล้ว

            ดร.ลูเธอร์  ใช้เวลาที่อยู่ในปราสาทอันเงียบเหงาในการเขียนหนังสือบ้าง  แต่เขาทุรนทุรายตลอดเวลา  อยากจะออกไปสู่โลกภายนอก  เพื่อคัดค้านการปฏิบัติผิดๆ ของพวกผู้นำในทางศาสนาในสมัยนั้น  แต่เขาคงขี่ม้าท่องเที่ยวในป่าและเดินเล่นอยู่ภายในปราสาทเท่านั้น

 

จากท่ามกลางฝูงนก

 

            ดร.มาร์ติน ลูเธอร์  คงอาศัยอยู่ในปราสาทวอทเบิร์ก โดยใช้นามว่า จังเกอร์ ยอร์ช มาเป็นเวลาหนึ่งปี เขาได้เฝ้าคอยตลอดฤดูร้อน  เดินเที่ยวตามทุ่งนาดูนกทำรังตามกอหญ้าและใบไม้ซึ่งเขียวสดงดงามอยู่บนต้น  เขาเขียนจดหมายบอกเพื่อนๆ ว่า “จากตำบลที่อยู่ในอากาศ” หรือ “จากท่ามกลางฝูงนกที่ร้องเพลงไพเราะอยู่บนกิ่งไม้สูง และร้องสรรเสริญพระเจ้าด้วยสุดกำลังของมัน ทั้งหลายทั้งกลางวันและกลางคืน”  เขาได้เห็นการเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงและมีการเก็บผลไม้ต่างๆ ด้วย  เมื่อหนาวจัดและมีหิมะตกก็ต้องนั่งผิงไฟอยู่ในห้องใหญ่จนกว่าจะหมดพายุหิมะ

            ตลอดเวลาที่อยู่ในปราสาทนี้ มาร์ตินเขียนหนังสือเล่มเล็กๆ ส่งไปยังเมืองวิตเตนเบิร์ก เพื่อพิมพ์จำหน่าย ประชาชนเยอร์มันพากันอ่านด้วยความยินดี  เพราะทราบว่า ดร.ลูเธอร์ยังคงมีชีวิตอยู่  และเขียนหนังสือให้พวกเขาอ่านเสมอ  ลูเธอร์จึงเริ่มทำงานที่ปรารถนาจะทำมานานแล้วแต่ยังไม่สบโอกาส คือการแปลพระคัมภีร์ใหม่ให้เป็นภาษาเยอรมัน ความจริงภาษาเยอรมันไม่เหมือนกันทุกภาคของประเทศ แต่ลูเธอร์คิดว่าจะใช้ภาษาเยอรมันทุกชนิดที่ทุกคนเข้าใจกันได้

 

            ลูเธอร์คงทำงานนี้อยู่หลายเดือน  ในตอนกลางวันนั่งอยู่ที่โต๊ะริมหน้าต่างเล็กและสูง แสงสว่างเข้ามาได้น้อย ส่วนในตอนกลางคืนต้องใช้เทียน 2 เล่ม นั่งเขียนอยู่ริมเตาผิงไฟ

            อยู่มาในคืนวันหนึ่ง  ทำงานอยู่ดึกมากรู้สึกกระวนกระวายและไม่สบายใจ แต่ก็พยายามที่จะทำงานต่อไป แสงเทียนวูบวาบทำให้เงาประหลาดเกิดขึ้นที่ฝาห้อง เขาง่วงจนม่อยไป แต่ก็รู้สึกว่าอยากจะทำงานต่อไปอีก

            ทันใดนั้นลูเธอร์มองขึ้นไปแลเห็นเงาดำเป็นรูปร่างคนในห้อง ในสมัยนั้นชาวเยอรมันเชื่อกันวาผีปีศาจอยู่ใกล้  คนบางคนก็อ้างวาเคยเห็นผีปีศาจ มาร์ตินก็เชื่อมั่นว่าเงาที่เขาเห็นนั้นคือปีศาจกำลังมาดูเขาทำงาน  มาร์ตินจึงหยิบเอาขวดหมึกที่อยู่ใกล้มือขว้างเปรี้ยงไปยังปีศาจ ขวดหมึกก็ไปโดนฝาดังโป้งเขาเอามือขยี้ตาแล้วก็ไปนอน

            รุ่งขึ้นเช้า มาร์ตินออกมาดู เขาเห็นขวดหมึกอยู่บนพื้นห้องและรอยหมึกติดอยู่ที่ฝาห้องเป็นวงกลมใหญ่  เมื่อเติมหมึกใส่ขวดแล้วก็จับปากกาแปลพระคัมภีร์ต่อไป

 


  13 ธ.ค. 2550 14:55 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
mylove
คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดจริง
  
bgjack1@hotmail.com 117.47.152.215

  

ในที่สุดมาร์ติน ลูเธอร์ ก็แปลพระคัมภีร์ใหม่สำเร็จ  เขาได้รับจดหมายจากพวกเพื่อนๆ ทางวิตเตนเบิร์ก เป็นข่าวไม่ดีที่ว่ายังมีบัตรยกบาปขายกันดาดดื่นทั่วไป พวกเพื่อนบอกว่าทั้งฝ่ายศาสนาและฝ่ายบ้านเมืองคอยจะจับตัว ดร.ลูเธอร์ ฝ่ายบ้านเมืองก็สนับสนุนทางฝ่ายศาสนา ทางฝ่ายศาสนาจะไม่ยอมให้ผู้ใดสงสัยในความเชื่อของตนหรือลบเหลี่ยมคำสั่งใดๆ ทั้งหมด ใครขืนให้ที่อยู่อาศัยอาหารหรือเสื้อผ้าแก่ลูเธอร์จะถูกลงโทษ ห้ามมิให้ผู้ใดอ่านหนังสือที่เขาเขียน ชาวเยอรมันจึงแตกออกเป็นสองพวก  พวกหนึ่งนับถือลูเธอร์และทัศนะของเขา  อีกพวกหนึ่งเข้าข้างสันตะปาปา และจักรพรรดิที่จะคอยปราบปรามลูเธอร์

            พวกอัศวิน 2 นายเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้เพื่อการปฏิรูปใหม่นี้เสมอ แต่ลูเธอร์ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงที่ต้องใช้อาวุธ  ศาตราจารย์บางคนที่ถือว่าเป็นศิษของลูเธอร์ได้แนะนำให้เลิกการเกี่ยวข้องกับวัดวาอารามและสำนักนางชีเสีย บางคนก็คิดจะเลิกแบบพิธีเก่าๆ ให้หมดไป บางคนไปไกลถึงกับทำลายรูปปั้นและทรัพย์สินอย่างอื่น

            ดร.ลูเธอร์ไม่ชอบการรุกรานเช่นนี้  เขาตำหนิเฉพาะการปฏิบัติในทางศาสนาที่เห็นว่าผิดเท่านั้น  มาร์ติน ลูเธอร์คิดรอบคอบมาก  เขาพยายามที่จะเลิกร้างหลักคำสอนที่ไม่ตรงกับความจริงเท่านั้น  เขาเห็นว่าหลายสิ่งที่ประชาชน เชื่อถืออยู่นั้นเป็นภัยอันตรายมาก  แต่เขากลัวการกระทำอันรุนแรงที่พวกของเขาคิดจะกระทำ  เขาไม่ต้องการรุนแรงเช่นนั้นเลย

            เมื่อลูเธอร์ได้รับจดหมายจากฟิลิป เมแลนซ์ทอน ขอร้องให้เขากลับไปยังวิตเตนเบิร์ก เขาก็ตกลงใจจะไป เขาจึงขอให้เจ้าเฟรดเดอริคปล่อยออกจากปราสาท ฝ่ายเจ้าก็คิดว่าจะเป็นอันตรายและไม่เหมาะ  แต่ก็ให้มาร์ตินตัดสินใจเอาเอง ดังนั้น ดร.ลูเธอร์ ซึ่งยังคงไว้หนวดเคราและแต่งตัวแบบอัศวินอยู่ ก็ออกจากปราสาทมุ่งตรงไปยังวิตเตนเบิร์ก

           

            ในขณะที่เดินทางถึงเมืองเยนา จังเกอร์ ยอร์ช ก็ไปถึงที่พักเดินทางและเมื่อเขารับประทานอาหารอยู่ก็อ่านหนังสือไปด้วย  ครั้นได้ยินเสียงคน 2 คนเดินมา เขาก็มองดูเห็นนักเรียน 2 คน แต่งกายแบบชาวสวิสเข้าประตูมา เจ้าของโรงแรมก็รีบไปต้อนรับและพูดว่า “เชิญครับพ่อหนุ่ม ผมกำลังเอาเนื้อวัวเสียบไม้ย่างไฟอยู่  ประเดี๋ยวก็จะสุกรับประทานได้ทีเดียว”

            นักเรียนผู้หนึ่งกล่าว “ขอนั่งข้างประตูนี้เถอะ เพราะว่าเดินทางมาสกปรกมาก”

            จังเกอร์ ยอร์ช  ยิ้มและเรียกนักเรียนสองคนว่า  “เชิญมารับประทานร่วมกันเถอะ  จะเป็นพระพรยิ่งถ้าเรามาสนทนากันแต่ในทางที่ดี”

            เมื่อนักเรียนเข้ามาใกล้ ลูเธอร์ได้ยินเจ้าของโรงแรมกระซิบให้นักเรียนฟังว่า “นี่คือบาทหลวงลูเธอร์ ผู้ซึ่งหยิกจมูกสันตะปาปา”

            แต่นักเรียนเห็นคนหนวดดำ  สวมถุงสีแดงและแต่งกายแบบอัศวิน นักเรียนมองดูหน้าเจ้าของโรงแรมคิดว่าคงจะกินเหล้าเมาไปสักหน่อยจึง พูดเช่นนี้

            เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้ว  นักเรียนทั้งสองประหลาดใจที่อัศวินแปลกหน้าผู้นี้พูดจาหลักแหลมนัก บนโต๊ะข้างตัวเขามีแต่หนังสือสดุดีและแทนที่จะพูดถึงเรื่องการล่ากวาง หรือสุนัขล่าสัตว์แต่กลับพูดถึงพระกิตติคุณ

            นักเรียนคนสูงถึงพูดว่า “ผมทั้งสองจะไปยังมหาวิทยาลัยวิตเตนเบิร์ก ได้ข่าวว่า ดร.ลูเธอร์ยังมีชีวิตอยู่และไม่เป็นอันตราย ท่านทราบหรือไม่ว่า ดร.ลูเธอร์อยู่ที่วิตเตนเบิร์กหรือเปล่า”

            อัศวินจังเกอร์ ยอร์ชหัวเราะและตอบว่า “ผมรู้ว่าขณะนี้เขายังไม่อยู่ที่นั้น  แต่ไม่ช้าก็จะอยู่ดอก ถ้าเธอทั้งสองไปพบกับ ดร.เยอโรม สะเกิฟ บอกกับเขาว่า ผมขอส่งความคิดถึงด้วย”

 


  13 ธ.ค. 2550 14:56 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
mylove
คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดจริง
  
bgjack1@hotmail.com 117.47.152.215

  

นักเรียนนั้นก้มศีรษะ แต่ก็รู้สึกแปลกใจว่า อัศวินผู้นี้ชอบกลมาก แล้วลูเธอร์ก็มิได้พบกับนักเรียนนั้นอีก  มาร์ตินรีบควบม้าไปแต่เช้าตรู่ เมื่อถึงวิตเตนเบิร์กก็ตรงไปยังบ้านของ ดร.สะเกิฟ ได้พบการต้อนรับจากพวกเพื่อนๆ จัสตัส โจนาส นิโกลาส แอมสดอร์ฟ และเมแลนซ์ทอน ขณะที่กำลังสนทนาปราศรัยแสดงความยินดีที่ ดร.ลูเธอร์กลับมา ก็มีเสียงเคาะที่ประตู  พอเปิดก็มีนักเรียนสวิส 2 คนเดินเข้ามา เมื่อเห็นอัศวินเขาก็แปลกใจมากจน ดร.ลูเธอร์หัวเราะเสียงดัง  เขาจึงบอกให้ฟังว่า ดร.ลูเธอร์เพิ่งกลับมาจริงๆ แล้วก็แนะนำตัวเองให้นักเรียนทั้งสองรู้จัก

 

การสมรส

 

            เมื่อมาร์ติน  ลูเธอร์กลับมายังกุฏิดำอีกก็มีงานทำมากขึ้น  คือสอนในมหาวิทยาลัยและเทศน์ในโบสถ์ มีผู้คนมาจากประเทศต่างๆ เพื่อมาฟังเขาเทศน์

            ในตอนกลางคืนเมื่อว่างกิจการงานแล้ว เขาก็เขียนหนังสือพิมพ์ออกแจกจำหน่ายทั่วประเทศเยอรมนี ทั่วโลกระส่ำระส่ายและยุ่งยาทั่วไปเพราะเป็นเวลาที่กำลังมีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่  มีความคิดใหม่และกิจการใหม่ๆ เกิดขึ้น โลกกำลังย่างเข้าสู่สมัยปัจจุบัน

            ได้มีการเดินเรือสำรวจพื้นดินใหม่ทั่วโลก  โคลัมบัสก็พบทวีปอเมริกา ภายหลังที่มาร์ติน ลูเธอร์เกิดแล้วได้ 6 ปี ปีซาโรเข้ายึดครองอเมริกาใต้ โคเตสเข้าปล้นประเทศแม็กซิโก แล้วขนทองคำเข้าประเทศสเปน เกิดการค้าขายทั่วโลก การคิดค้นพบเข็มทิศ ทำให้สะดวกแก่การเดินเรือ การยึดครองประเทศใหม่ๆ ทำให้เกิดการใช้ปืนยาวและดินปืน

            การใช้กล้องจุลทัศน์ส่องดูดาวทำให้สะดวกแก่การเดินเรือ  การใช้เครื่องพิมพ์หนังสือและแกะสลักทำให้ความคิดใหม่ๆ แพร่หลายไปทั่วทวีปยุโรป คนอ่านหนังสือออกมากขึ้น ในประเทศอิตาลีมีการเขียนรูปภาพสำคัญๆ ส่วนในประเทศเยอรมนี แอลเบรชท์ ดูเรอร์ ได้เขียนภาพและแกะสลักรูปด้วยไม้ต่างๆ ได้แปลหนังสือสำคัญๆ ของกรีกและพิมพ์แพร่หลาย นักปราชญ์สำคัญ เช่น อีราสมัสในประเทศฮอลแลนด์ประพันธ์หนังสือขึ้นแพร่หลายไปหลายประเทศ

 

            แต่สภาพของชาวนาอดอยากมาก  เพราะต้องเสียภาษีอากรอัตราสูงให้แก่ขุนนาง  บาทหลวงและสังฆราชตามวัดต่างๆ พวกบาทหลวงกินอยู่อย่างฟุ่มเฟือยเหมือนขุนนาง  ชาวนากบฏต่อขุนนางและพวกบาทหลวงบ่อยๆ เมื่อการทำไร่นามิได้ผลและภาษีอากรก็สูง  ต่อมาก็ได้นำเอากฎหมายโรมันมาใช้ในประเทศเยอรมนี กฎหมายนี้มอบกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ป่า และน่านน้ำซึ่งเคยเป็นที่สาธารณะให้ตกเป็นสิทธิ์ของขุนนางเอกชน เมื่อชาวนาแข็งสิทธิ์ขึ้นคราวใด ก็ถูกพวกขุนนางลงโทษอย่างทารุณโหดร้าย แม้แต่การลอกเปลือกไม้ในป่าของขุนนางก็ถูกลงโทษถึงประหารชีวิต  การจลาจลได้แพร่เข้าไปในเมืองด้วย

            ในสมัยกลางพวกอัศวินและขุนนางรบกันเอง  ต่อมาพวกเจ้าใหญ่ที่ปกครองออกกฎหมายห้ามรบกัน จึงเป็นเหตุให้ทหารรับจ้างออกไปเป็นโจรเที่ยวปล้นสะดมทั่วไป พวกพ่อค้ากลับร่ำรวยขึ้น ฝ่ายอัศวินและชาวนาเคียดแค้นมาก เมื่อการทำนาไม่ได้ผลดี  ชาวนาก็พากันเข้ามาในเมืองเพื่อเป็นขอทานต่อไป  ตามบ้านนอกก็มีอันตรายมาก  ปราสาทและวัดวาอารามถูกเผาทั่วไป  ทรัพย์สินก็ถูกทำลายและถูกโจรกรรมทั่วทุกถิ่น

            เมื่อ ดร.ลูเธอร์ได้ข่าวจลาจลครั้งแรกก็เห็นใจชาวนาผู้หิวโหย  แต่ต่อมาได้ทราบข่าวว่ามีการจลาจลนองเลือด ก็เคืองมาก เพราะเขาไม่ชอบการรุนแรง เขาจึงพิมพ์ใบปลิวตักเตือนพวกขุนนางให้ใช้กำลังปราบชาวนา เป็นเหตุให้ชาวนาโกรธมาก เลยกลายเป็นศรัตรูต่อลูเธอร์ และออกจากความเชื่อแบบลูเธอร์ ต่อมาเมื่อพวกขุนนางปราบปรามพวกชาวนาทารุณหนักเข้า ลูเธอร์จึงเขียนว่าปีศาจที่เคยครอบงำชาวนาได้ครอบงำฝ่ายที่มีชัยชนะแทนที่มันจะกลับไปยังนรก

 


  13 ธ.ค. 2550 14:57 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
mylove
คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดจริง
  
bgjack1@hotmail.com 117.47.152.215

  

มาร์ติน  ลูเธอร์ถูกสันตะปาปาและพวกคาธอลิคกล่าวหาว่า เป็นผู้ก่อการจลาจลชาวนา  ความจริงลูเธอร์มิได้มุ่งสิ่งอื่น นอกจากจะแก้ไขคำสอนทางศาสนาที่เขาเห็นว่าผิดพลาดเท่านั้น

            แต่เนื่องจากว่าลูเธอร์ได้สังเกตเห็นพิธีเก่าๆ ของวัดกำลังจะเสื่อไปความคิดของเขาเกี่ยวกับแบบพิธีเหล่านี้ก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย เมื่อเขามาถึงวิตเตนเบิร์ก เขาไม่พอใจที่เห็นบาทหลวงและนางชีออกจากสำนักไปเป็นจำนวนมาก  บางคนก็สมรสกันเองแล้วไปตั้งตัวทำมาหากินเลี้ยงชีพในเมือง  ลูเธอร์จึงเห็นว่าบาทหลวงอาจสมรสและเป็นศาสตราจารย์ก็ได้ สหายของเขาศาสตราจารย์และนักปราชญ์หลายคนก็สมรส ฟิลิป เมแลนซ์ทอนก็สมรสและมีบ้านอยู่อย่างสบายในเมืองวิตเตนเบิร์ก พวกเพื่อนๆ เหล่านี้ชวนให้ลูเธอร์สมรสเสีย แนะนำสตรีที่มีเงินหลายคนให้แก่ลูเธอร์ แต่ลูเธอร์ไม่คิดถึงเรื่องนี้เลยในขณะนี้

 

            ไม่ไกลจากเมืองกริมมาเท่าใดนัก มีสำนักนางชีที่ลูกสาวของคนร่ำรวยและขุนนางไปบวชอยู่กันเป็นเวลานานมาแล้ว เมื่อเกิดความเห็นใหม่ๆ ทางศาสนาขึ้นเช่นนี้ พวกนางชี 12 คนก็ตัดสินใจออกจากสำนัก จึงได้เขียนหมายถึง ดร.ลูเธอร์ขอความช่วยเหลือ ลูเธอร์จึงได้ให้สหายของเขาซึ่งมีหน้าที่ดูแลสำนักนางชี จัดการให้นางชีออกไปตามความประสงค์เพื่อจะได้กลับบ้าน

            กุฏิดำของลูเธอร์เกือบจะร้างเพราะบาทหลวงสึกออกไปประกอบอาชีพและสมรสกันมาก

            คืนวันหนึ่ง ดร.ลูเธอร์ได้ยินเสียงเคาะที่ประตู  จึงเปิดออกไปเห็นเกวียนคันหนึ่งมีนางชีมาด้วยกัน 9 คน ลูเธอร์ก็ประหลาดใจและจ้องมองดู

            พวกชีเหล่านี้มองดู ดร.ลูเธอร์ แล้วหนึ่งจึงถามว่า “ดร.ลูเธอร์ หาที่พักอาศัยให้พวกดิฉันได้ไหมคะ พวกดิฉัน 3 คนเท่านั้นที่มีบ้านเรือน นอกนั้นไม่มี”

            ลูเธอร์มิได้คิดว่าจะมีปัญหาในเรื่องเช่นนี้มาแต่ก่อน  เขาจึงเปิดประตูออกและบอกว่า “ขอให้พวกเธอพักอยู่ที่นี่ก่อน  แล้วจะจัดเรื่องที่อยู่ให้”

            เขาจึงจัดให้นางชีพักตามกุฏิบาทหลวงที่ว่างๆ ดร.ลูเธอร์คิดใคร่ครวญในเรื่องนี้มาก เพราะพวกนางชีเหล่านี้ไม่รู้จักโลกภายนอก เขาจึงคิดหาทางช่วยเหลือ  โดยเขียนจดหมายส่งไปยังสหายและญาติพี่น้องของนางชีเหล่านี้

            ได้มีผู้ช่วยเหลือคือญาติมารับไปเองก็มี ให้คนมารับตัวก็มี และมีหลายคนที่ขอสมรสกับนางชี มีสหายคนหนึ่งชื่อ ลูก๊าส กรานัช และภรรยาของเขาขอรับเอานางชีไปเลี้ยงไว้ 2 คน จนกว่าจะหาที่อยู่ได้ต่อไป กรานัชเป็นศิลปินทางเขียนภาพ  ได้เขียนภาพในหนังสือของลูเธอร์หลายเล่ม

 

            ในที่สุดก็ยังมีนางชีเหลืออยู่อีกคนหนึ่งชื่อ คัธริน วอนโบรา ลูเธอร์ได้ขอร้องให้เพื่อนของเขา ซึ่งเป็นนักกฎหมาย และภรรยารับคัธรินไปเลี้ยงไว้ในบ้าน  คัธรินมิใช่คนสวย แต่ว่องไวและฉลาด  อยู่ต่อมา ดร.กล๊าต อธิการบดีแห่งมหาวิทยาลับวิตเตนเบิร์กได้ขอให้คัธรินสมรสกับเขา ดร.แอมสดอร์ฟ ซึ่งเป็นโสดเหมือนกับมาร์ติน ลูเธอร์ ถามคัธรินว่าจะสมรสกับ ดร.กล๊าตไหม คัธรินจึงย้อนว่า

          “ดิฉันจะไม่ยอมแต่งงานกับใครนอกจากคุณ หรือ ดร.ลูเธอร์เท่านั้น”

 

          แอมสดอร์ฟเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้ลูเธอร์ฟัง  ลูเธอร์หัวเราะนึกว่าเป็นการพูดเล่นเท่านั้น มาร์ติน ลูเธอร์ไม่คิดที่จะสมรสเลย  เพราะใครๆ จะติเตียนได้ว่าเคยเป็นบาทหลวงมาแล้ว และยิ่งไปสมรสกับสตรีที่เคยเป็นนางชีมาแล้ว จะยิ่งถูกครหามากขึ้น และจะทำให้แนวคิดทางศาสนาของตนเสื่อมไปด้วย เขารู้ดีว่าเขาควรจะยอมสละชีวิตเพื่อเชิดชูหลักความเชื่อของเขาตามแบบพระคัมภีร์ และคิดว่าชีวิตของตนเสียงอันตรายที่จะถูกเผาทั้งเป็นอยู่ทุกเวลา  ฉะนั้นจะเป็นสามีที่ดีไม่ได้แน่

 


  13 ธ.ค. 2550 14:58 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
mylove
คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดจริง
  
bgjack1@hotmail.com 117.47.152.215

  

แต่เมื่อรู้จักกับคัธริน วอนโบรามากขึ้น  ลูเธอร์จึงรู้สึกตัวว่าเข้าใจผิดมาก เขาจึงเอาเรื่องนี้ปรึกษากับบิดาผู้ซึ่งชรามากแล้ว  บิดายินดีให้เขาสมรสเสีย ลูเธอร์ก็บอกกับเพื่อนเพียง 3 คนเท่านั้นว่า เขาจะสมรสและจัดพิธีอย่างง่ายๆ เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ค.ศ. 1525  ตอนเย็น  ลูเธอร์เสียใจมากที่ฟิลิป เมแลนซ์ทอนไม่เห็นด้วยและไม่มาร่วมพิธี

            มาร์ตินและคัธรินคงอาศัยอยู่ที่กุฏิดำตามเคย  เป็นตึกขนาดใหญ่ แม้บัดนี้จะไม่มีบาทหลวงอื่นอยู่ แต่ก็มีบาทหลวงบางคนเดินทางผ่านมาและพักที่นี่ เจ้าเฟรดเดอริคได้ประทานกุฏิดำหลังนี้ให้เป็นบ้านเรือนของครอบครัวมาร์ตินอยู่ อาศัยตลอดไป

 

ใต้ต้นแพร์

 

            ครอบครัวนี้อยู่กินด้วยกันมาด้วยความผาสุก  คัธรินเป็นแม่บ้านที่ดี เธอทำงานหนักและจัดเป็นระเบียบสะอาดเรียบร้อย  ปรุงอาหารดีและเย็บเสื้อผ้าของสามี  แม้เงินเดือนในฐานะเป็นศาสตราจารย์ของลูเธอร์จะน้อย แต่คัธรินเป็นคนกระเหม็ดแระแหม่ดี  จึงออมทรัพย์ไว้ซื้อนาแปลงเล็กๆ ได้หนึ่งแปลง ลูเธอร์หัวเราะเยาะวิธีจัดงานของคัธริน และเรียกว่า “คุณนายคัธริน” แต่เขาก็ยิ่งรักคัธรินมากขึ้น และยินยอมให้จัดการทุกอย่าง

            คัธรินมักจะดุว่าเมื่อสามีเอาเงินและอาหารให้ผู้อื่น “คุณเอาอาหารไปให้ขอทานซึ่งเป็นขโมยทำไม เพราะวานนี้ขอทานคนนี้มาขโมยเสื้อนอกของคุณไปแล้ว”

            เธอจึงเอาเงินซ่อนไว้เสีย และเมื่อโกรธจัดเข้าก็ซ่อนอาหารอีกด้วย มาร์ตินจึงสัญญาว่าจะไม่ให้ใครอีก  แต่ก็ลืมสัญญาเมื่อมีคนขัดสนมาขอ  ถึงกับสหายคนหนึ่งได้รับจดหมายชองมาร์ตินเขียนมาว่า

          “ผมส่งแจกันมาเป็นของขวัญวันสมรสของคุณ ป.ล. ภรรยาของผมซ่อนเอาไว้”

            พวกเพื่อนๆ มักจะติเตียนลูเธอร์ว่าเป็นคนชอบรื่นเริง เขาชอบภาพต่างๆ ชอบดูละคร ชอบเลี้ยงอาหารดีๆ กับเพื่อนฝูงที่ถูกใจกัน ยิ่งกว่านั้นยังชอบเล่นดนตรี เช่นดีดพิณ

 

            คัธรินเอาเด็กนักเรียนและหลานชายหลานสาวมาเลี้ยงไว้ที่กุฏิดำอีกหลายคน  นอกจากนั้นก็ยังมีแขกไปมาหาสู่พักอยู่เสมอ แม้จะมีรายได้น้อยแต่ก็มีอาหารพอเพียงกันทุกวัน  ซึ่งมีคนรับประทานราว 20 คน เวลารับประทานอาหาร ก็มีการสนทนากันสนุกสนาน  ถึงแก่พวกนักเรียนบันถึกคำพูดของ ดร.ลูเธอร์ไว้เสมอ

            บางวันลูเธอร์ก็เล่าถึงประวัติของตน  และกล่าวถึงบิดามารดาว่า “ข้าพเจ้าเป็นลูกชาวนาเพราะบรรพบุรุษทำนามาตลอด  บิดาต้องการให้ข้าพเจ้าเป็นนักกฎหมาย บิดาจึงไปทำงานอยู่ที่แมนส์เฟลด์เพื่อขุดถ่านหิน ส่วนข้าพเจ้ามาเป็นนักปราชญ์ ต่อมาข้าพเจ้าเป็นบาทหลวง บิดาโกรธมาก ข้าพเจ้ายั่วเย้าสันตะปาปา และสมรสกับนางชี  ใครจะรู้ล่วงหน้า ถึงเหตุการณ์เหล่านี้ได้”

          เขามีบุตรกับคัธริน 6 คน ทำให้แฮนส์และมากาเร็ตดีใจมาก ฉะนั้นจึงตั้งชื่อบุตรคนหัวปีตามชื่อปู่ว่า “แฮนส์” ต่อมาก็อลิซาเบ็ท แมกดาลินนา มาร์ตินปอลล์ และมากาเร็ต แต่อลิซาเบ็ทตายขณะที่ยังเล็กอยู่  ส่วนแมกดาลินนาตายเมื่นอายุได้ 14 ปี ทำให้มาร์ติน  และคัธรินเสียใจมาก แต่คนอื่นที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ทำให้ครอบครัวนี้มีความสุข  และมีเสียงร้องเพลงและสนุกสนานกันตลอดเวลา

 

            ในฤดูร้อนเมื่อดวงอาทิตย์ตก  ทั้งครอบครัวก็ไปนั่งใต้ต้นแพร์ในสวน ดร.ลูเธอร์อวดดอกไม้ที่เขาปลูกไว้ และสั่งให้แฮนส์ไล่สุนัขมิไห้มารบกวน เมื่อเล่นกีฬากับพวกเด็กๆ แล้ว ก็เอาพิณขึ้นมาดีด เด็กรู้สึกว่าสนุกสนานดี เขาได้ยินบิดาร้องเพลงที่แต่งขึ้นเองจนสุดเสียง  เมื่อเห็นมารดาร้องเพลงด้วย เด็กๆ ก็ร่วมร้องด้วยเหมือนกัน ใจความของเพลงมีว่า  “พระเจ้าเป็นป้อมอันแข็งแรงไม่มีอันตรายใดๆ จะทำร้ายได้”

 


  13 ธ.ค. 2550 14:59 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
mylove
คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดจริง
  
bgjack1@hotmail.com 117.47.152.215

  

ปอลล์จึงถามบิดาว่าป้อมนั้นเหมือนกับปราสาทวอทเบิร์กที่ไปอยู่หรือไม่

            ลูเธอร์ยิ้ม แล้วจึงเล่าถึงชีวิตของเขาเมื่อตอนไปอยู่ในปราสาทหินนั้น เล่าถึงการล่าสัตว์ หิมะหนาในฤดูหนาว  และเล่าชีวิตเมื่อเป็นเด็กๆ บิดามารดาต้องทำงานหนัก เพื่อหาเงินส่งเขาไปโรงเรียน

            ตอนนี้ปู่และย่าของเด็กตายไปหมดแล้ว  ส่วนพี่น้องของมาร์ติน ลูเธอร์ยังประกอบอาชีพอยู่ที่แมนส์เฟลด์  ดร.ลูเธอร์สัญญาว่าจะพาเด็กๆ ไปพบกับพวกลูกพี่ลูกน้องของเขา

 


  13 ธ.ค. 2550 15:00 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
mylove
คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดจริง
  
bgjack1@hotmail.com 117.47.152.215

  

มาร์ติน ลูเธอร์ บิดาแห่งการปฏิรูปศาสนา

 

            เมื่อมาร์ติน ลูเธอร์เข้าสู่วัยชรา  สุขภาพก็ทรุดโทรมลง มักเป็นโรคปวดศีรษะบ่อย ๆ นอกจากนั้นยังเสียใจที่ผู้ติดตามแบบความเชื่อของเขาถูกฆ่าตายหลายตน เพราะไม่ยอมเลิกนิกายลูเธอร์แรน แต่ ดร.ลูเธอร์ก็ยังคงทำงานต่อไปอีก  เขาไปเทศนาตามเมืองต่างๆ และปาฐกถาที่มหาวิทยาลับวิตเตนเบิร์ก ไปเยี่ยมคริสตจักร์ต่างๆ เขียนจดหมายและหนังสือมากมาย แปลพระคัมภีร์เก่า และแต่งหนังสือเกี่ยวพระคัมภีร์สำเร็จ และงานเหล่านี้ก็มิได้รับเงินเดือนเลย

            รายได้ของครอบครัวก็ทวีขึ้น  โดยมีมิตรสหายส่งเสื้อผ้าและอาหารมาให้ นอกจากนั้นเจ้าจอห์นซึ่งเป็นผู้สืบมรดกของเจ้าเฟรดเดอริค ก็สนับสนุนมาร์ติน ลูเธอร์ทุกวิถีทาง  และเป็นผู้อุปถัมภ์คริสตจักรลูเธอร์แรนด้วย

            คริสตจักรลูเธอร์แรนได้แพร่ไปเพราะหนังสือและใบปลิวต่างๆ พร้อมด้วยภาพการ์ตูน เพราะลูเธอร์เขียนหนังสือออกมากมาย พวกศิลปินและผู้พิมพ์ยอมเสี่ยงชีวิตในการร่วมงานกับเขา  พวกคาธอลิคพิมพ์หนังสือออกโต้แย้งกับพวกลูเธอร์แรนเหมือนกัน แต่มีจำนวนไม่มากมายนัก

            ศาสนาคริสต์นิกายลูเธอร์แรนได้เป็นที่รับรองกันเป็นส่วนมากทางภาคเหนือของประเทศเยอรมนี  และตามเมืองสำคัญบางแห่งในภาคใต้  เจ้าพนักงานของเมืองต่างๆ ก็ไม่ห้ามการปฏิบัติตามพิธีลูเธอร์แรนแม้ว่ากลัวจะเกิดความยุ่งยากก็ตาม

 

            ในตอนต้นมีการสับสนกันบ้างในเรื่องคริสตจักรต่างๆ ต่อมาเจ้าผู้ปกครองแคว้นต่างๆ ตกลงกันว่าให้ประชาชนถือศาสนาตามอย่างเจ้า ถ้าเจ้าผู้ครองรัฐเป็นลูเธอร์แรน ประชาชนและบาทหลวงในเขตรัฐนั้นๆ ต้องเป็นลูเธอร์แรนทั้งหมด  ถ้าใครไม่เป็นก็ให้อยู่ในเขตของพวกคาธอลิค คริสตจักรลูเธอร์แรนในทุกรัฐจึงมีเจ้าเป็นหัวหน้า และมีพวกนักปราชญ์และผู้พิพากษาเป็นผู้ดำเนินงาน

            เนื่องจากสุขภาพของลูเธอร์เสื่อมโทรมลง  เขาจึงไม่สามารถที่จะทำงานได้ในตอนเช้า ดังนั้นเขาจึงใช้เวลาอยู่กับเด็กนักเรียนยิ่งกว่าออกไปเดินทาง  แต่ก็ยังคงเทศน์และเขียนหนังสือต่อไป  เมืองวิตเตนเบิร์กในขณะนี้มีผู้คนมากขึ้นเพราะต่างก็ต้องการมาฟัง ดร.ลูเธอร์พูด มีจดหมายถึงเขามากมาย แต่เขาก็พยายามตอบเองทุกฉบับ

            ในเดือนมกรคม ปี ค.ศ.1546  ดร.ลูเธอร์ไปยังเมืองไอส์เลเบน ซึ่งเป็นเมืองที่เขาเกิดเมื่อ 63 ปีมาแล้ว บุตรชายทั้ง 3 คนก็ไปด้วย บุตรของเขาได้เลยไปถึงแมนส์เฟลด์เพื่อเยี่ยมญาติพี่น้องตามที่ตกลงกันไว้ ส่วน ดร. ลูเธอร์คงไปพักอยู่ที่บ้านเพื่อนเก่า ซึ่งเป็นนายกเทศมนตรีของเมือง ในวันนั้นลมหนาวพัดมาจากภูเขาเข้ามาในเมืองไอส์เลเบน พัดถูกกระเบื้องหลังคาบ้านอย่างแรง เหมือนกับว่าจะพัดเอาศีรษะและคอและนิ้วมือให้กระเด็นออกไปจากเกวียนที่เดินทางมา ลูเธอร์ป่วยลง แต่ก็คงสามารถปฏิบัติงานที่ตั้งใจจะมาทำในเมืองไอส์เลเบนได้  และเขาพักอยู่ที่เมืองนี้อีกหลายสัปดาห์

 

            ในวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันเซนต์วาเลนไทน์ แม้จะป่วยเขาก็ยังสามารถไปเทศน์ในโบสถ์ที่เขารับศีลบัพติศมาได้  และยังเขียนจดหมายถึงคัธรินว่าจะกลับบ้านในวันที่ 18 กุมภาพันธ์

            แต่กลางคืนก่อนที่จะเดินทางกลับบ้าน เขาป่วยหนัก พวกบุตรชายจึงรีบกลับจากแมนส์เฟลด์ ในขณะที่บุตรและสหายของเขายืนอยู่ที่เตียนนอน ดร. โจนาสถามว่า “ท่านอาจารย์ที่เคารพ ท่านมั่นใจที่จะยืนหยัดอยู่กับพระคริสต์ และหลักคำสอนที่ท่านเทศนาหรือ”

            มาร์ติน ลูเธอร์ลืมตาขึ้นและกล่าวด้วยเสียงดังว่า “ครับ” ต่อมาสักครู่ก็สิ้นลมหายใจ เขาได้จัดการฝังศพของท่านไว้ที่โบสถ์ปราสาทวิตเตนเบิร์ก ใกล้กับผู้คุ้มครองชีวิตท่านคือศพของเจ้าเฟรดเดอริค มีคนมาร่วมฝังศพมากมาย

            ในเมืองเงียบเหงา ทุกคนพูดถึงท่านลูเธอร์ทั่วทุกเมืองในประเทศเยอรมนี พูดถึงท่านทั้งในทางดีและไม่ดี ทั้งพวกลูเธอร์แรนและพวกคาทอลิค แต่ทุกคนยอมรับว่าท่านเป็นคนกล้าหาญ ที่สามารถติเตียนการกระทำและความเชื่อของทางศาสนาที่ท่านเห็นว่าผิด  พวกคาธอลิคว่าลูเธอร์ทำบาป เพราะไปแต่งงานกับหญิงที่เคยเป็นนางชีมาก่อน

 

            แต่คนเยอรมนีส่วนมากเห็นว่านักบวชมีครอบครัวได้ และครอบครัวของนักบวชเป็นตัวอย่างแห่งพลเมืองดี  บิดามารดาของเด็กอื่นๆ ใช้คำถามคำตอบทางศาสนาสอนเด็กของตน และร้องเพลงที่ลูเธอร์แต่งขึ้น ครอบครัวส่วนมากก็อ่านคัมภีร์ของที่ลูเธอร์แปลสู่กันฟังทุกวันในครอบครัวของตน ทำให้ภาษาเยอรมนีก้าวหน้ามากขึ้น ดังนั้นมาร์ติน ลูเธอร์จึงได้รับฉายานามว่า “บิดาแห่งการปฏิรูปทางศาสนา” และเป็นผู้ตั้งนิกายโปรเตสแตนท์ขึ้นในโลก..

 

                                                .......................................................................

 

 


  23 พ.ค. 2552 11:40 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป ???

  124.120.115.21

  

ขอบคุณครับ ข้อมูลสมบูรณ์มากเลย

ไม่มีกระทู้นี้ผมคงแย่ อ. ให้ทำรายงาน แต่หาที่อื่นข้อมูลไม่ค่อยมีเลย

 


  2 ก.ย. 2553 09:19 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป tattoo supplies

 ghost@gmail.com 58.243.111.114

   With the introduction of special tattoo needles, tattooing costs constituted Disposable Tube Grip very elementary. Tattoo goads domain chemical group from some low phonograph needle called off sharps that are bound to a phonograph needle cake. They're denoted to for mathematical group, lining, attack, undivided, fixed, shader and likewise as magnum. You’ll come across a number of people Disposable Tip not going in for tattooing due to the pain involved, and also because of their health concerns. In order to get a clear picture about these needles we need to know about them in depth.

 


  5 ต.ค. 2553 08:52 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป rosetta stone

 ghost@gmail.com 112.122.230.56

   But coiffures that meanspirited that every freshly unearthed statue inwards Egyptian Rosetta Stone spanish Empire must stay on that point? What would live inappropriate with leaving a replicate from the resolve of Independence to break down beyond the sea? If noncitizens are hot to purchase ancient inborn Rosetta Stone spanish American language artefacts, or artifacts from NASA’s military mission* to the moonshine or pane Elvis Presley* concerts, why not Lashkar-e-Taiba those aims equal exposed and savored by hoi polloi oversea.

 


page [1] 2   Next >>

ร่วมแสดงความคิดเห็น (กรุณาใช้คำพูดที่สุภาพ)
  โพสต์โดย
  Email
  Post ภาพ
* สมาชิกเท่านั้น
ขนาดของไฟล์ภาพไม่เกิน 100 kb. เฉพาะไฟล์ jpg, gif หรือ swf เท่านั้น
  Security code:
 กรุณากรอกรหัสที่เห็นเพื่อยืนยันการโพสต์


บริการฟรีเว็บบอร์ดจาก YimWhan.com :: copyrights © 2009-2010