Logo Webboard ของ ranchertanet
ติดต่อโฆษณา  |  สมัครใช้งานสุดยอดแห่ง Free Webboard ได้แล้ววันนี้ คลิ๊ก !!  | แจ้งบอร์ดไม่เหมาะสม


  หมวดข่าวสารและโชว์รูปวัวสวยๆ

  

  Topic : ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สุวรรณ1

Delete
Admin ลบกระทู้
   Page [1]
  ผู้ชมทั่วไป อ.ธเนศร์ บุญตาแสง

  203.172.182.77

  โพสต์เมื่อ : 5 พ.ย. 2550 09:37 น.

[ฺBACK]

ชื่อพันธุ์ สุวรรณ 1 (Suwan 1)

 

 


ประวัติพันธุ์ 
เป็นข้าวโพดพันธุ์ผสมเปิด (open-pollinated variety) เกิดจากการรวมตัวของพันธุ์ข้าวโพดที่ให้ผลผลิตสูงจากประเทศต่าง ๆ จำนวน 36 พันธุ์ สร้างเป็นพันธุ์ไทยคอมโพสิตหมายเลข 1 ต่อมาได้พัฒนาให้ต้านทานต่อโรคราน้ำค้าง โดยผสมกับสายพันธุ์ฟิลิปปินส์ ดี เอ็ม อาร์ หมายเลข 1 และ 5 เป็นผลงานความร่วมมือวิจัยกัน ระหว่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และกรมวิชาการเกษตร

 

 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2512
รับรองพันธุ์
พ.ศ. 2518 โดยคณะกรรมการพิจารณาพันธุ์ข้าวโพด ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ลักษณะเด่น
ผลผลิตสูง ต้านทานโรคราน้ำค้าง
ผลผลิต
ต้นฤดูฝน 717 กก./ไร่ ปลายฤดูฝน 543 กก./ไร่
ลักษณะประจำพันธุ์
ความสูงต้น 195 - 210 ซม. อายุวันออกไหม 54-55 วัน อายุเก็บเกี่ยว 110-120 วัน เมล็ด
สีส้มเหลือง ชนิดหัวแข็งและซังมีสีขาว
ความต้านทานโรค
ต้านทานโรคราน้ำค้างได้ดี
ฤดูปลูกที่เหมาะสม
เดือนเมษายน - สิงหาคม



   Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
 


  5 พ.ย. 2550 09:43 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป อ.ธเนศร์ บุญตาแสง

  203.172.182.77

  
สุวรรณ 1: พันธุ์ข้าวโพดจากประเทศไทยสู่ระดับโลก
Suwan 1: Maize from Thailand to the World
................................................................................................................................................
สุจินต์ จินายน สุทัศน์ ศรีวัฒนพงศ์ และ คณะ
ภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ
ศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ สถาบันอินทรีจันทรสถิตย์เพื่อการค้นคว้าและพัฒนาด้านพืชศาสตร์
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

           เมื่อเริ่มโครงการข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ มูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ ได้จัดส่ง Dr. C. L. Moore ซึ่งเป็นนักปรับปรุงพันธุ์พืช และ Dr. S. K. Vasal ซึ่งเป็น Postdoctoral fellow มาประจำร่วมงานกับโครงการปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งในขณะนั้น ดร.สุจินต์ จินายน เป็นหัวหน้าโครงการและ และ ดร.สุทัศน์ ศรีวัฒนพงศ์ เป็นผู้ช่วยหัวหน้าโครงการ การปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพด ได้เริ่มขึ้นอย่างจริงจังที่สถานีฝึกนิสิตสุวรรณวาจกกสิกิจ เมื่อประมาณปี 2510 พันธุ์ข้าวโพดเป็นจำนวนมากจากทั่วโลก ได้รับการทดสอบเพื่อคัดเลือกไว้ใช้ในโครงการปรับปรุงพันธุ์ พันธุ์ "สุวรรณ 1" นับเป็นพันธุ์แรกที่ได้จากการใช้ประโยชน์ข้าวโพด เหล่านี้
       
   ในปี พ.ศ.2511 ข้าวโพด 36 พันธุ์ ได้รับการคัดเลือกและปลูกเพื่อผสมรวมเป็นพันธุ์ใหม่ พันธุ์ส่วนใหญ่มีกำเนิดมาจากหมู่เกาะคาริบเบียน 16 พันธุ์ จากประเทศเม็กซิโกและอเมริกากลาง 6 พันธุ์ จากอเมริกาใต้ 5 พันธุ์ อินเดีย 5 พันธุ์ และแหล่งอื่น ๆ รวมทั้งสหรัฐอเมริกา 4 พันธุ์ ข้าวโพด 36 พันธุ์นี้ได้รับการคัดเลือกโดยใช้หลัก 3 ประการ คือ
       
   1. มีลักษณะดีจากการทดสอบซึ่งได้รับรายงานจากประเทศต่าง ๆ
       
   2. เมื่อปลูกทดสอบในประเทศไทยแล้ว สามารถปรับตัวได้ดี
       
   3. มีฐานทางพันธุกรรมกว้างและมีถิ่นกำเนิดแตกต่างกัน
 การสร้างพันธุ์ดำเนินการโดยปลูกพันธุ์ต่าง ๆ ในแต่ละฤดู เมล็ดจำนวนเท่ากันจากแต่ละพันธุ์นำมาคลุกเคล้ารวมกัน และปลูกเป็นแถวตัวผู้สลับกับแถวตัวเมีย ปลูกแต่ละพันธุ์เป็นแถวตัวเมีย โดยให้เบอร์ 1 ถึง 36 แต่ละพันธุ์ปลูก 3 แถว และปลูกต่างวันกัน ทั้งนี้เพื่อให้โอกาสได้รับการผสมข้ามจากแถวตัวผู้มากที่สุด เมื่อข้าวโพดเริ่มออกดอก ตัดดอกตัวผู้ (detassel) ในแถวตัวเมียออกให้หมด

  เมื่อถึงตอนเก็บเกี่ยวคัดเลือกฝักจากแถวตัวเมีย และจากต้นที่ดีประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ นำมากะเทาะรวมกันในแต่ละพันธุ์ ดังนั้น พันธุ์ทั้ง 36 จึงยังคงมีอยู่ ซึ่งในฤดูถัดมาได้ทำการปลูก และดำเนินการเช่นในฤดูแรก เมื่อดำเนินการปลูกครบ 4 ครั้งใน 4 ฤดูแล้ว แต่ละพันธุ์มีลักษณะใกล้เคียงกันมาก เพราะมีการผสมข้ามระหว่างพันธุ์ต่าง ๆ มาตลอด เรียกว่าพันธุ์เหล่านี้ถึงจุด สมดุลย์ทางพันธุกรรมแล้วจึงได้เก็บเกี่ยวฝักจากแถวตัวเมีย กะเทาะเมล็ดรวมกันและได้พันธุ์ผสมรวมให้ชื่อว่า "ไทยคอมพอสิต เบอร์ 1" ในปี พ.ศ.2512 แล้วได้ดำเนินการปรับปรุงพันธุ์โดยวิธีคัดเลือกแบบวงจรที่ผสมตัวเอง 1 ครั้ง จำนวน 3 รอบ
       
   ในระหว่างปี 2514-2516 พบว่าโรคราน้ำค้างซึ่งเกิดจากเชื้อ Peronosclerospora sorghi เริ่มระบาดในประเทศไทยและทำความเสียหายให้แก่ข้าวโพดจำนวนมากโครงการปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดจึงเริ่มต้นปรับปรุงพันธุ์ต้านทานอย่างจริงจังขึ้น จากโครงการทดสอบพันธุ์ข้าวโพดร่วมกันในทวีปเอเซีย พบว่า พันธุ์ Phillippine DMR1 และ Phillippine DMR5 มีลักษณะต้านทานโรคราน้ำค้างดีและให้ผลผลิตสูง โครงการจึงใช้พันธุ์ทั้งสองผสมข้ามกับพันธุ์ไทยคอมพอสิตเบอร์ 1 เพื่อถ่ายทอดลักษณะต้านทานโรคนี้และใช้วิธีการผสมกลับ (backcross) จำนวน 3 ครั้ง จนกระทั่งได้พันธุ์ไทยคอมพอสิตเบอร์ 1 ที่ต้านทานโรคราน้ำค้างในระดับดีพอสมควร พันธุ์ ไทยคอมพอสิต เบอร์ 1 ดีเอ็มอาร์ ได้รับการคัดเลือกแบบวงจรที่ผสมตัวเอง 1 ครั้ง อีกจำนวน 2 รอบ ในปี พ. ศ. 2516 และ 2517 ก่อนเสนอเข้ารับรองพันธุ์

         

รูปที่ 1
ข้าวโพดสุวรรณ 1

รูปที่ 2
ศูนย์วิจัยข้าวโพดข้าวฟ่าง

          ในปี พ.ศ. 2517 คณะกรรมการบริหารโครงการข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ ประกอบด้วยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ ได้แต่งตั้งอนุกรรมการพิจารณาพันธุ์ดีขึ้นมาชุดหนึ่ง ซึ่งมีหน้าที่หาข้อมูลลักษณะดีเด่นของข้าวโพดพันธุ์ใหม่ (พันธุ์ ไทยคอมพอสิต เบอร์ 1 ดีเอ็มอาร์) จากการทดสอบในระดับแปลงทดลองและไร่เกษตรกร ในระยะ 1-2 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งข้อมูลการทดสอบในต่างประเทศ เมื่อคณะอนุกรรมการได้เสนอข้อมูลต่างๆแล้ว คณะกรรมการบริหารโครงการข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติได้พิจารณาลงมติรับรองพันธุ์ ไทยคอมพอสิต เบอร์ 1 ดีเอ็มอาร์ ให้เป็นพันธุ์มาตรฐานของประเทศในนามพันธุ์ " สุวรรณ 1 " ในการผลิตเมล็ดพันธุ์ในช่วงแรกนั้น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์โดยไร่สุวรรณ ได้ร่วมผลิตเมล็ดพันธุ์สุวรรณ 1 ปีละประมาณ 300 ตัน กรมวิชาการเกษตรผลิตปีละประมาณ 100 ตัน และในปี 2524 กรมส่งเสริมการเกษตรผลิตได้ประมาณ 1,850 ตัน เมื่ออุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์เริ่มขึ้นอย่างจริงจังเมื่อปี พ.ศ. 2522 บริษัทกรุงเทพอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ได้เริ่มผลิตเมล็ดพันธุ์สุวรรณ 1 ปีละประมาณ 2000 ตันในระยะแรกๆ และเพิ่มเป็นปีละประมาณ 4000-5000 ตันในระยะหลังๆ ซึ่งเป็นผลให้เมล็ดพันธุ์สุวรรณ 1 แพร่กระจายไปอย่างกว้างขวาง
       
   พันธุ์สุวรรณ 1 นอกจากส่งเสริมในประเทศแล้วได้มีการเผยแพร่พันธุ์สุวรรณ 1 ออกสู่ต่างประเทศ และพบว่าพันธุ์สุวรรณ 1 สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้อย่างกว้างขวาง จากการทดสอบผลผลิตและการทดลองปลูกในหลาย ๆ ประเทศในทวีปเอเชีย อาฟริกา อเมริกากลาง และอเมริกาใต้ ปรากฏว่าพันธุ์สุวรรณ 1 ให้ผลผลิตสูงในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ กัน ลักษณะการปรับตัวที่ดีรวมทั้งลักษณะเด่นคือ ความต้านทานโรคราน้ำค้างทำให้สุวรรณ 1 เป็นพันธุ์ดีระดับแนวหน้าดังที่ Dr. Takumi lzuno ผู้เชี่ยวชาญโครงการข้าวโพดภาคพื้นเอเชียของศูนย์ปรับปรุงข้าวโพดและข้าวสาลีนานาชาติ (CIMMYT) ได้ยกย่องความดีของพันธุ์สุวรรณ 1 ไว้ว่า "ข้าวโพดพันธุ์สุวรรณ 1 เป็นพันธุ์ ที่ใช้ในโครงการปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดของหลายประเทศ

  ในทวีปเอเชีย ทั้งนี้เพราะข้าวโพดพันธุ์นี้เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงและสม่ำเสมอ นอกจากนั้น ยังเป็นพันธุ์มาตรฐาน ซึ่งให้ผลแน่นอนในการทดลองพันธุ์ขององค์การระหว่างประเทศ ข้าวโพดของไทยติดอันดับ 1 ถึง 6 อยู่เสมอ ดังนั้น คำยกย่องชมเชยโครงการข้าวโพดของไทยซึ่งหลั่งไหลมาจากทุกสารทิศนั้น จึงไม่ใช่คำยกย่องที่เกินเลยจากความเป็นจริงแต่ประการใด"          การรวบรวมข้อมูลการใช้ข้าวโพดพันธุ์สุวรรณ 1 ทำได้สมบูรณ์ยาก เนื่องจากการใช้ได้แพร่หลายไปมากในหลายๆ รูปแบบ เท่าที่รวบรวมมาได้จากนักวิจัยของ CIMMYT เช่น Dr. Bobby L. Renfro, Dr. Shivaji Pandey และ Dr. S. K. Vasal ได้สรุปไว้เท่าที่มีหลักฐานปรากฏ ประเทศที่นำสุวรรณ 1 ไปใช้ในเอเชีย คือ อินเดีย เนปาล พม่า จีน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ลาว ศรีลังกา เขมร และมาเลเซีย ในกลุ่มหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก ได้แก่ ปาปัวนิวกินี และในหมู่เกาะมหาสมุทรอินเดียคือ ฟิจิ รียูเนียน และมอริเซียส ในอาฟริกา ได้แก่ ไนจีเรีย ซาอีร์ และคาเมรูน ในอเมริกาใต้ ได้แก่ โบลิเวีย บราซิล โคลอมเบีย เอควาดอร์ เปรู และเวเนซูเอล่า
       
   ศูนย์ปรับปรุงข้าวโพดและข้าวสาลีนานาชาติ ใช้พันธุ์สุวรรณ 1 ในโครงการปรับปรุงพันธุ์มากมายหลายลักษณะ นอกเหนือจากใช้เป็นแหล่งเชื้อพันธุ์ต้านทานโรคราน้ำค้างแล้ว ยังใช้เป็นแหล่งเชื้อพันธุ์ดีอีกด้วย จากการศึกษาของ Dr. S.K. Vasal นักปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดประจำที่ CIMMYT เม็กซิโก พบว่าพันธุ์สุวรรณ 1 มีความสามารถในการรวมตัวได้ดีกับพันธุ์หลายพันธุ์ของ CIMMYT ข้อมูลเหล่านี้กระจายไปในหมู่นักปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดในหลายประเทศ โครงการ ปรับปรุงพันธุ์ทั้งของรัฐและเอกชนในสหรัฐอเมริกาได้ใช้สุวรรณ 1 เป็นเชื้อพันธุ์กันมากขึ้น Iowa State University Corn Breeding Program ได้นำพันธุ์สุวรรณ 1 ไปคัดเลือกแบบวงจรเพื่อให้พันธุ์ปรับตัวกับสภาพแวดล้อม และวางแผนใช้พันธุ์สุวรรณ 1 ที่ปรับตัวแล้วในโครงการข้าวโพดลูกผสมในอนาคต

         
         

 


  5 พ.ย. 2550 09:48 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป อ.ธเนศร์ บุญตาแสง

  203.172.182.77

  
 Home | ประวัติ | กิจกรรม | นักปรับปรุงพันธุ์ | คณะทีมงาน <script language=JavaScript> now = new Date(); var thday = new Array ("อาทิตย์","จันทร์","อังคาร","พุธ","พฤหัสบดี","ศุกร์","เสาร์"); var thmonth = new Array ("มกราคม","กุมภาพันธ์","มีนาคม","เมษายน","พฤษภาคม","มิถุนายน", "กรกฎาคม","สิงหาคม","กันยายน","ตุลาคม","พฤศจิกายน","ธันวาคม"); document.write("วัน" + thday[now.getDay()]+ "ที่ "+ now.getDate()+ " " + thmonth[now.getMonth()]+ " " + (0+now.getYear()+543)); วันจันทร์ที่ 5 พฤศจิกายน 2550
 -------->ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ |  ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์พันธุ์สุวรรณ 1 รายชื่อพืชอื่น ๆ

 
 

 

 

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์พันธุ์สุวรรณ 1

แหล่งที่มา ศ. ดร. สุจินต์ จินายน และคณะ ( ภาควิชาพืชไร่, ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร,

               ศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, Inter-Asian Corn

               Program, Rockefeller Foundation และ CIMMYT )

ชื่อวิทยาศาสตร์ Zea mays L.                                                                                      

ชื่อสามัญ Field Corn

ประวัติพันธุ์

เมื่อเริ่มโครงการข้าวโพดข้าวฟ่างแห่งชาติขึ้น มูลนิธิร๊อกกี้เฟลเลอร์ได้จัดส่ง Dr. Charles L. Moore มาประจำร่วมงานอยู่กับทีมงานปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ซึ่ง ดร.สุจินต์ จินายน เป็นหัวหน้าโครงการ การปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดได้เริ่มขึ้นอย่างจริงจังที่ไร่ฝึกนิสิตสุวรรณวาจกกสิกิจเมื่อประมาณปี พ.ศ.2509-2510 พันธุ์ข้าวโพดเป็นจำนวนมากจากทั่วโลกได้รับการทดสอบเพื่อใช้ในโครงการปรับปรุงพันธุ์พันธุ์ผสมรวม (composites) หลายพันธุ์ รวมทั้งพันธุ์สุวรรณ 1 เป็นผลจากการใช้ประโยชน์เชื้อกรรมพันธุ์จากข้าวโพดพันธุ์ต่าง ๆ เหล่านี้

การสร้างพันธุ์สุวรรณ 1 นั้นเริ่มจากการผสมรวมข้าวโพด 36 พันธุ์เข้าเป็นพันธุ์ผสมรวมไทยคอมพอสิตเบอร์ 1 เมื่อระหว่างปี พ.ศ.2512-2513 ข้าวโพดทั้ง 36 พันธุ์ดังกล่าวเป็นพันธุ์ดีที่ได้รับมาจากแหล่งต่าง ๆ ส่วนใหญ่มาจากหมู่เกาะคาริบเบียน 16 พันธุ์ จากประเทศเม็กซิโกและอเมริกากลาง 6 พันธุ์ อเมริกาใต้ 5 พันธุ์ อินเดีย 5 พันธุ์ และจากแหล่งอื่น ๆ รวมทั้งสหรัฐอเมริกาอีก 4 พันธุ์ พันธุ์ข้าวโพดทั้ง 36 พันธุ์นั้นประกอบกันขึ้นเป็นพันธุ์ผสมรวม “ไทยคอมพอสิตเบอร์ 1” เมื่อได้พันธุ์ผสมรวมไทยคอมพอสิตเบอร์ 1 ซึ่งมีฐานทางพันธุกรรมกว้างแล้วการดำเนินการปรับปรุงพันธุ์นี้ได้เริ่มขึ้นในปีถัดมานั่นเอง การปรับปรุงพันธุ์ใช้วิธีการคัดเลือกแบบ S1 family selection ในระหว่างการดำเนินงานปรับปรุงพันธุ์อยู่นั้น เมื่อปี พ.ศ.2514 ได้เกิดโรคราน้ำค้าง (downy mildew) ระบาดทำความเสียหายให้แก่ข้าวโพดของชาวไร่เป็นอย่างมาก โครงการปรับปรุงพันธุ์จึงได้ผสมพันธุ์ไทยคอมพอสิตเบอร์ 1 ซึ่งได้รับการปรับปรุงแล้ว 1 รอบ กับพันธุ์ต้านทานโรคราน้ำค้างจากฟิลิปปินส์ 2 พันธุ์คือ Philippine DMR 1 และ Philippine DMR 5 เสร็จแล้วผสมกับไปยังพันธุ์ไทยคอมพอสิตเบอร์ 1 ที่ได้รับการปรับปรุงในรอบหลัง ๆ ในที่สุดได้พันธุ์ไทยคอมพอสิตเบอร์ 1 ที่ต้านทานโรคราน้ำค้างในระดับดีเมื่อปี พ.ศ.2515 การปรับปรุงพันธุ์โดยวิธี S1 family selection ได้ดำเนินต่อไป จนกระทั่งพันธุ์ไทยคอมพอสิตเบอร์ 1 ดีเอ็มอาร์ ได้รับการรับรองจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในปี พ.ศ.2517 ให้เป็นพันธุ์มาตรฐานของประเทศในนาม พันธุ์สุวรรณ1

ลักษณะประจำพันธุ์

ลักษณะเด่นของพันธุ์สุวรรณ 1 เป็นพันธุ์ผสมเปิดที่ให้ผลผลิตสูงฤดูปลูกที่เหมาะสมคือ เดือนเมษายน-สิงหาคม มีความต้านทานต่อโรคราน้ำค้าง ลำต้นสูง ประมาณ 2.00-2.30 เมตร อายุวันออกไหม 54-55 วัน ความสูงฝัก 103 เซนติเมตร เมล็ดมีสีส้มเหลืองและเป็นชนิดหัวแข็ง อายุเก็บเกี่ยว 110-120 วัน โดยทั่วไปให้ผลผลิต ประมาณ 550-850 กิโลกรัมต่อไร่ (ต้นฤดูฝนประมาณ 717 กก./ไร่ ปลายฤดูฝนประมาณ 543 กก./ไร่)

 

 


<< -------- กลับไปหน้ารายละเอียดข้าวโพด

 


โครงธนาคารพันธุกรรมพืช 50 ปี มก. ขอสงวนลิขสิทธิ์ ต่าง ๆ หากต้องการข้อมูลต่าง ๆ โปรดกรุณา ติดต่อ
งานเทคโนโลยีเมล็ดพันธุ์พืช ฝ่ายปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม 73140
โทร 0-3435-1399 โทรสาร 0-3435-1392 หรือที่

Email : rdipat@ku.ac.th
หรือติดต่อโดยตรงที่ นักปรับปรุงพันธุ์ แต่ละชนิดพันธุ์และชนิดพืช

 


  5 พ.ย. 2550 09:52 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป อ.ธเนศร์ บุญตาแสง

  203.172.182.77

  

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์พันธุ์รับรอง

พันธุ์ : พันธุ์แท้นครสวรรค์ 1
วันที่รับรอง : 02 กุมภาพันธ์ 2543
ประเภทพันธุ์ : ขึ้นทะเบียน

เป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สายพันธุ์แท้ มีชื่อเดิมว่า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สายพันธุ์แท้ Nei 9008 ดำเนินการคัดเลือกโดยการผสมตัวเองจากประชากร (DA9-1(S)-7-3xSW1(S)C9)F2 ในสภาพการก่อให้เกิดโรคราน้ำค้าง จนกระทั่งสามารถคัดเลือกข้าวโพดสายพันธุ์ (DA9-1(S)-7-3xSW1(S)C9)-S5-177 ซึ่งมีสมรรถนะการผสมสูง ต้านทานโรคราน้ำค้าง และทนทานต่อการหักล้ม ต่อมาตั้งชื่อเป็น Nei 9008

ลักษณะดีเด่น :

1. ให้ผลผลิต 610 กิโลกรัมต่อไร่
2. มีความต้านทานโรคราน้ำค้าง

พันธุ์ : พันธุ์แท้นครสวรรค์ 2
วันที่รับรอง : 02 กุมภาพันธ์ 2543
ประเภทพันธุ์ : ขึ้นทะเบียน

เป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สายพันธุ์แท้ มีชื่อเดิมว่า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สายพันธุ์แท้ Nei 9202 ดำเนินการคัดเลือกโดยการผสมตัวเองจากประชากร Pop.28(HS)C5 ในสภาพการก่อให้ เกิดโรคราน้ำค้าง จนกระทั่งสามารถคัดเลือกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ Pop.28(HS)C5-S5-129 ซึ่งมีสมรรถนะการผสมสูงต้านทานโรคราน้ำค้างและทนทานต่อการหักล้มต่อมาตั้งชื่อเป็น Nei 9202

ลักษณะดีเด่น :

1. ให้ผลผลิต 343 กิโลกรัมต่อไร่
2. มีความต้านทานโรคราน้ำค้าง

พันธุ์ : ลูกผสมสามทางสุวรรณ 2602 (มก.)
วันที่รับรอง : 29 ธันวาคม 2529
ประเภทพันธุ์ : พันธุ์รับรอง

เป็นข้าวโพดลูกผสมให้ผลผลิตสูงเฉลี่ย 995 กก./ไร่ ( ผลจากการเปรียบเทียบพันธุ์ ในท้องถิ่นต่าง ๆ เป็นเวลา 3 ปี ) มีลักษณะทางเกษตรกรรมที่ดี สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้อย่างกว้างขวางในแหล่งปลูกข้าวโพดต่าง ๆ ของประเทศไทย ลักษณะเมล็ดสีส้มเหลือง หัวแข็ง

พันธุ์ : ลูกผสมสามทางสุวรรณ 3101(มก.)
วันที่รับรอง : 01 กุมภาพันธ์ 2534
ประเภทพันธุ์ : พันธุ์รับรอง

ประวัติ : ได้มาจากการผสมพันธุ์ระหว่างสายพันธุ์แท้เกษตรศาสตร์เบอร์ 27 และ28 เป็นพันธุ์ ที่รวมตัวสูงต้านทานต่อโรคราน้ำค้าง กับสายพันธุ์แท้เกษตรศาสตร์ เบอร์ 21 มีเชื้อพันธุ์ จากต่างประเทศสูงมาก และต้านทานต่อโรคราน้ำค้างทำการคัดเลือกตามขั้นตอนการปรับ ปรุงพันธุ์ตั้งแต่ปี 2529 - 2532 พบว่าให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์รับรองที่มีอยู่

ลักษณะทางการเกษตร :

1. ผลผลิตเฉลี่ยจาก 95 การทดลองใน 4 ปี ได้ 1,049 กิโลกรัมต่อไร่
2. จำนวนวันออกไหม ( 50 )% 51 วัน 3. ความสูงของต้น 209 เซนติเมตร
4. ความสูงของฝัก 123 เซนติเมตร 5. จำนวนต้นหักล้ม 8.0 เปอร์เซ็นต์
6. โรคทางใบ (1-5) 1.8 เปอร์เซ็นต์
7. จำนวนต้นเป็นโรคราน้ำค้าง 4.6 เปอร์เซ็นต์
8. จำนวนต้นที่เปลือกหุ้มฝักไม่มิดชิด 3.5 เปอร์เซ็นต์
9. จำนวนฝักเน่า 8.5 เปอร์เซ็นต์ 10. จำนวนฝักต่อต้น 100.0 เปอร์เซ็นต์
11. ความชื้นเมล็ด 27.5 เปอร์เซ็นต์ 12. เปอร์เซ็นต์เปลือกกระเทาะ 78 เปอร์เซ็นต์
13. สีและชนิดของเมล็ดสีเหลืองส้มกึ่งหัวแข็ง 14. สีของซังขาว

ลักษณะดีเด่น :

1. ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์สุวรรณ 2602 = 16 % พันธุ์สุวรรณ 1 รอบคัดเลือกที่ 11 = 21 % และพันธุ์สุวรรณ 3 รอบคัดเลือกที่ 4 = 13 %
2. มีเสถียรภาพในการให้ผลผลิตและปรับตัวได้ดีในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ
3. มีลักษณะทางการเกษตรอื่น ๆ ได้แก่ ความสูงของต้น จำนวนหักล้ม โรคทางใบ เปลือกหุ้มฝักมิดชิด และเปอร์เซ็นต์กระเทาะดีกว่า พันธุ์สุวรรณ 2602 สุวรรณ 1 และสุวรรณ 3

พันธุ์ : สุวรรณ 3 (มก.)
วันที่รับรอง : 09 ธันวาคม 2530
ประเภทพันธุ์ : พันธุ์รับรอง

ประวัติ : ข้าวโพดสุวรรณ 3 (KS4) ได้วิจัยและพัฒนาขึ้นโดยการผสมระหว่าง สายพันธุ์ S1 จำนวน 30 สายพันธุ์ของพันธุ์สุวรรณ 1 รอบคัดเลือกที่ 8 มาผสมกับสายพันธุ์ S1 จำนวน 20 สายพันธุ์ของสายพันธุ์ เคซี 1แล้วปรับปรุงโดยวิธี S1 recurrent selection ตามขั้นตอนการปรับปรุงพันธุ์ของกรมวิชาการเกษตร พบว่าพันธุ์นี้ให้ผลผลิตดีกว่าพันธุ์รับรองที่มีอยู่

ลักษณะดีเด่น : ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์สุวรรณ 1 ประมาณ 9 % ( 1,017 กิโลกรัม/ไร่ ) ทนทานต่อ โรคราน้ำค้าง มีการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้สูง และไม่มีข้อจำกัดในแหล่งปลูก ข้าวโพดที่ผ่านการทดสอบ ส่วนในท้องที่ ๆ ไม่การทดสอบมาก่อนอาจจะมีข้อจำกัดอยู่บ้าง

ลักษณะทางการเกษตร : ลักษณะเมล็ดมีสีส้มเหลือง หัวแข็ง - กิ่งหัวแข็ง ส่วนลักษณะอื่นๆ ใกล้เคียงกับสุวรรณ 1 เช่น วันออกไหม ความสูงของต้นและฝัก จำนวนฝักต่อต้น ความชื้นเมล็ดขณะเก็บเกี่ยว เป็นต้น

ที่มา : http://www.doa.go.th/pl_data/CORN/3var/var14.html
จัดทำโดย : ดาราวรรณ ทวีศักดิ์บวรกุล



 

 


  5 พ.ย. 2550 10:01 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป อ.ธเนศร์ บุญตาแสง

  203.172.182.77

  
 
 

  การปลูกข้าวโพดฝักอ่อน
พันธุ์ ข้าวโพด ฝักอ่อน
การปรับปรุงดิน
การเตรียม ดิน ปลูก
ระยะปลูก
อัตราเมล็ดพันธุ์ ที่ไช้ปลูก
การใส่ปุ่ย ข้าวโพดฝักอ่อน
การให้น้ำ กับเมล็ด ฝักอ่อน
การพรวนดิน และกำจัด วัชพืช
การถอดยอด
การเก็บเกี่ยว
ต้นทุนและ การเก็บเกี่ยว
 
คำนำ

      ข้าวโพดฝักอ่อน เป็นผักอุตสาหกรรม และส่งออก ที่สำคัญของประเทศ การส่งออกมีทั้งการแปรรูป บรรจุกระป๋อง การส่งออกฝักสด และการแช่แข็ง ซึ่งมีแนวโน้มการตลาดที่สดใสในปี 2534 ประเทศไทย สามารถทำรายได้จากข้าวโพดฝักอ่อน เป็นมูลค่า มากกว่าพันล้านบาท
 

     สำหรับเกษตรกรแล้ว ข้าวโพดฝักอ่อน นับเป็นผักที่นิยมปลูก เนื่องจากมี เทคโนโลย ีการผลิตที่ไม่ยุ่งยาก มีระบบตลาดที่สะดวกและมั่นคงพอควร ไม่ต้องใช้สารเคมีอันตราย และเป็นพืชที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น โดยมีอายุตั้งแต่วันปลูกถึงวันเก็บเกี่ยวประมาณ 45-50 วัน และมีช่วงระยะเวลาเก็บเกี่ยวเพียง 7-10 วัน ดังนั้น ตั้งแต่ปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว ฝักอ่อนหมด จะใช้เวลาเพียง 60-70 วันเท่านั้น เกษตรกรสามารถปลูกได้ปีละ 4-5 ครั้ง ซึ่งสามารถปลูกเป็นพืชหลักที่ทำรายได้ที่ดี
     การปลูกข้าวโพดฝักอ่อนเพื่ออุตสาหกรรมหรือส่งออก ฝักสดนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุด คือคุณภาพ และปริมาณของผลผลิต ทำอย่างไรให้ได้มาตรฐานมากที่สุด ดังนั้น เกษตรกรควรศึกษาข้อมูลต่างๆ ก่อนปลูก ซึ่งมีข้อที่เกษตรกรควรคำนึงถึงดังนี้
          - เกษตรกรควรรวมตัวเป็นกลุ่ม ซึ่งจะทำให้มีผลผลิตมากพอสำหรับผู้ซื้อ และสามารถทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าและวางแผนการผลิตร่วมกัน
           - การปลูกข้าวโพดฝักอ่อน ต้องใช้แรงงานมากในช่วงการดึงช่อดอกตัวผู้ และช่วงเก็บเกี่ยวทุกวัน ซึ่งจากการสำรวจพบว่า สามารถทำได้ครอบครัวละประมาณ 3-5 ไร่ เกษตรกรจึงควรทยอยปลูก ซึ่งต้องวางแผนการผลิตร่วมกับผู้ซื้อ
พันธุ์ข้าวโพดฝักอ่อน

      พันธุ์ข้าวโพดฝักอ่อนที่ดี เป็นปัจจัยที่สำคัญข้อหนึ่งที่จะได้ผลผลิตคุณภาพดี คือมีปริมาณฝักเสียไม่ได้มาตรฐานน้อย ตามความต้องการของโรงงานแปรรูป ขณะเดียวกันพันธุ์นั้น ก็ควรให้ผลผลิตสูง และง่ายต่อการจัดการของเกษตรกรผู้ปลูกด้วย พันธุ์ข้าวโพดฝักอ่อนที่เกษตรกรใช้มีดังนี้
            - พันธุ์ผสมเปิดต่างๆ ได้แก่ สุวรรณ 1 สุวรรณ 2 สุวรรณ 3 รังสิต 1 และเชียงใหม่ 90 เป็นต้น จะสังเกตได้ว่า นอกเหนือจากพันธุ์รังสิต 1 เชียงใหม่ 90 และพันธุ์ข้าวโพดหวานแล้ว พันธุ์สุวรรณ 1, 2, 3 ต่างเป็นพันธุ์ที่ได้รับการปรับปรุงและพัฒนาเพื่อใช้ในการผลิตเป็นข้าวโพดไร่ มีข้อดีคือ มีความต้านทานโรคราน้ำค้าง การเจริญเติบโตและปรับตัวดี และเมล็ดพันธุ์มีราคาถูก แต่มีข้อควรระวังคือ ฝักอ่อนจะโตเร็วควรเก็บเกี่ยวฝักอ่อนในระยะที่เหมาะสม มิฉะนั้นจะทำให้ฝักอ่อนมีขนาดโตเกินมาตรฐานที่โรงงานอุตสาหกรรมต้องการ
            - พันธุ์ลูกผสมของทางราชการและบริษัทเอกชนต่างๆ พันธุ์ข้าวโพดอ่อนเหล่านี้มีข้อดี คือ มีความสม่ำเสมอของทรงต้น และอายุเก็บเกี่ยวตลอดจนจำนวนฝักอ่อนได้มาตรฐานสูงกว่าพันธุ์ผสมเปิด ทั้งนี้ ต้องมีการดูแลรักษาที่ดีด้วย เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดฝักอ่อนลูกผสม แม้จะมีราคาสูง แต่ในการผลิตข้าวโพดฝักอ่อน ปัจจุบันซึ่งเป็นการผลิตเพื่ออุตสาหกรรม ซึ่งต้องคำนึงถึงคุณภาพ ความสม่ำเสมอของผลผลิต และปัญหาค่าแรงงานการเก็บเกี่ยวสูงแล้ว การใช้พันธุ์ลูกผสมก็มีความจำเป็นมากขึ้น

ตารางรายละเอียดพันธุ์ข้าวโพดฝักอ่อน
พันธุ์
อายุเก็บเกี่ยว (วัน)
อัตราแลกเนื้อ
คุณสมบัติเด่น
รังสิต 1 45-50 7:1 ต้านทานโรค ราน้ำค้าง
เชียงใหม่ 90   6:1 ต้านทานโรค ราน้ำค้าง อายุเก็บ เกี่ยวสั้น ปลูกถึง เก็บเกี่ยวเสร็จ ไม่เกิน 60 วัน
มา.901, 902 และ 903 47-50 6-7:1 สามารถเก็บฝัก ได้พร้อมกัน 2 ฝัก ต่อต้น
สุพรรณ 2 38-42 6.9-1 ต้านทานโรค ราน้ำค้าง และ อายุเกี่ยวสั้นมาก เมล็ดพันธุ์ราคา ไม่แพง
ซุเปอร์สวิท ดีเอ็มอาร์     ฝักสีเหลืองสวย ต้านทานโรค ราน้ำค้าง
การปรับปรุงดิน

      ข้าวโพดฝักอ่อนสามารถปลูกได้ในดินเกือบทุกชนิด แต่การที่จะปลูกข้าวโพอฝักอ่อนให้ได้ผลดีนั้น ควรปลูกในดินร่วน ตั้งแต่ดินร่วนเหนียวและดินร่วนทราย พื้นที่ปลูกต้องเป็นดินที่ ระบายน้ำดี
 
      เพราะข้าวโพดฝักอ่อนไม่สามารถเจริญเติบโตได้ในดินเปียกแฉะและระบายน้ำยาก ข้าวโพดฝักอ่อนสามรถปลูกได้ในสภาพดินที่มีปฏิกิริยาตั้งแต่ pH 5.5-7.0 และสามารถ ปลูกในดินที่เป็นกรดค่อนข้างจัด
      การปรับปรุงและบำรุงดินสำหรับข้าวโพดฝักอ่อน ควรทำดังนี้
      - ใส่ปูน กรณีที่ดินเป็นกรด เช่น ในท้องที่ภาคกลาง ถ้าเกษตรกรยังไม่ได้วิเคราะห์ดิน ก็อาจทำได้โดยการใส่ปูนขาว ในอัตราต่ำ เช่น 100-200 กก./ไร่ การใส่ปูนขาวนอกจาก จะช่วยแก้ความเป็นกรดให้แก่ดินแล้ว ยังสามารถให้ธาตุอาหารแคลเซี่ยมแก่พืชด้วย สิ่งที่ควรปฏิบติอีกประการหนึ่งคือ การใส่หินฟอสเฟตบด เพราะจะสามารถเป็นปุ๋ยแก่ข้าวโพด ฝักอ่อนอย่างดี นอกจากแก้ความเป็นกรดแล้ว ยังมีธาตุฟอสฟอรัสแล้ว ธาตุอาหารรองและ อาหารเสริมปนอยู่อย่างเพียงพอด้วย
       - ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยอินทรีย์จะช่วยให้โครงสร้างของดินดี ชุ่มน้ำและระบายน้ำดีอย่างสม่ำเสมอ ผลผลิตสูง และเปอร์เซ็นต์ฝักมาตรฐานสูง ปุ๋ยอินทรีย์ สามารถใช้ได้ถึง 5 ตันต่อไร่ แต่เนื่องจากปัจจุบันเกษตรกรจัดซื้อหรือหาปุ๋ยอินทรีย์ไม่สะดวกนัก การใส่ขึ้นกับกำลังซื้อของเกษตรกร แต่อย่างน้อยเกษตรกรควรใส่ประมาณ 200-300 กก./ไร่ และใส่ทุกปี นอกจากนี้ ต้นข้าวโพดฝักอ่อน หากไม่นำไปใช้เป็นอาหารสัตว์ ก็สามารถจะใช้ไถกลบบำรุงดินได้อย่างดี
การเตรียมดินปลูก

      ขุดดินหรือพรวนดินให้ร่วนโปร่ง และมีความลึกประมาณ 25 เซนติเมตร แล้วยกร่องเป็นลูกฟูกสูง 25 เซนติเมตร ให้ร่องระบายน้ำได้ สำหรับฤดูฝนให้พื้นที่นาใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักตาม ที่หาได้เพื่อปรับปรุงสภาพดินให้ร่วนซุย
 
      วิธีปลูกโดยทั่วไปจะปลูกในหลุมที่ขุดเตรียมเอาไว้ ก่อนหน้านั้นจะให้น้ำก่อน ประมาณ 3 วัน เพื่อหลังจากปลูกแล้วจะทำให้เมล็ดงอกได้รับความชื้นพอดี ก่อนปลูกเอาปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก รองก้นหลุมประมาณ 1 กะลามะพร้าว/หลุม แล้วใส่ปุ๋ยเคมีหลุมละ 7 กรัมหรือฝาน้ำอัดลมใช้สูตร 20-20-0 หรือ 16-20-0 คลุกเคล้าปุ๋ยกับดินให้เข้ากัน เอาดินกลบบางๆ หยอดเมล็ดหลุมละ 4-5 เมล็ด (เมล็ดควรทดสอบความงอกแล้วคลุกยา เอพรอน 35 หรือยากันราก่อนปลูก) เอาดินกลบหนาประมาณ 1-2 ซม. เมื่อเมล็ดงอกแล้ว 2 สัปดาห์ หรือต้นข้าวโพดสูงประมาณ 1 คืบ ถอนต้นที่อ่อนแอออกเหลือต้นที่แข็งแรงไว้ 3 ต้นต่อหลุม การหยอดเมล็ดนั้น อาจจะใช้ เครื่องหยอดเมล็ดซึ่งหยอดเมล็ดได้สะดวก ประหยัดเวลา และสามารถควบคุมอัตราการ ใช้เมล็ดพันธุ์ได้สม่ำเสมอกว่าการใช้คนปลูก
ระยะปลูก

ผลผลิตข้าวโพดจะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ต่อไปนี้คือ
    1. จำนวนต้นต่อพื้นที่ (ในกรณีที่มีปัจจัยอื่นๆ เหมาะสม)
    2. พันธุ์
    3. ความอุดมสมบูรณ์ของดิน
    4. ปริมาณปุ๋ยที่ใส่
    5. การชลประทาน
 
    ระยะปลูกและอัตราปลูกขึ้นอยู่กับปริมาณปุ๋ยที่ใส่ ระยะปลูกที่เหมาะสมโดยทั่วๆ ไปใช้ 50x50 จำนวน 3 ต้นต่อหลุม (19,000 ต้นต่อไร่) หรือ 50x40x3 จำนวน 3 ต้นต่อหลุมขึ้นไป แต่ถ้าเพิ่มอัตราปลูกไปถึง 26,000 ต้นต่อไร่ ก็ได้แต่ไม่ควรเพิ่มมากกว่านี้ไม่มีประโยชน์ อาจเพิ่มโดยวิธีจำนวนต้นต่อหลุม อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจำนวนผลผลติจะขึ้นอยู่กับ จำนวนต้นพืชต่อพื้นที่ปลูก แต่ถ้าหากว่าเพิ่มจำนวนต้นต่อพื้นที่มากจนเกินความพอดี ก็อาจทำให้เกิดผลต่างๆ ตามมา

    1. น้ำหนักของฝักจะลดลง
    2. ขนาดของฝักจะลดลงทั้ความยาวและความกว้าง
    3. ทำให้จำนวนฝักต่อต้นลดลง
    4. ทำให้ปริมาณของต้นที่ไม่มีฝักมากขึ้น
    5. ทำให้ต้นล้มและเกิดโรคเน่าคอดินมากขึ้น
    6. ทำให้เจริญเติบโตช้าและต้นเตี้ยกว่าปกติ
 
อัตราเมล็ดพันธุ์ที่ใช้ปลูก

      ถ้าเป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หรือข้าวโพดไร่ เช่น รังสิต 1 สุวรรณ 1 หรือ 2 จะใช้เมล็ดพันธุ์ 6-7 กก.ต่อไร่ แต่ถ้าเป็นข้าวโพดหวานจะใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 3-5 กก.ต่อไร่ ส่วนการหยอด จำนวนเมล็ดต่อหลุมนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการของจำนวนต้นต่อหลุม เช่น หากต้องการ 3 ต้นต่อหลุมก็จะหยอดเมล็ด 4-5 เมล็ดต่อหลุมเป็นต้น (ในกรณีนี้เมล็ดจะต้องมีความงอกไม่ต่ำกว่า 90 เปอร์เซ็นต์)
การใส่ปุ๋ยข้าวโพดฝักอ่อน

      ธาตุอาหารที่จำเป็นต่อข้าวโพดฝักอ่อน ได้แก่ ไนโตรเจนและฟอสฟอรัส ส่วนโปแตสเซี่ยมสำคัญ เป็นอันดับรอง ดังนั้น ในท้องที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง ปุ๋ยที่จะใช้ในการปลูกข้าวโพดฝักอ่อนนั้น ไม่จำเป็นต้อง ใส่ครบทุกธาตุอาหาร แนวทางปฏิบัติในการใช้ปุ๋ญ สรุปกว้าง ๆ ได้ดังนี้
 
      1. ในสภาพสวนยกร่อง ปลูกข้าวโพดฝักอ่อนติดต่อกัน ใช้ปุ๋ยไนโตรเจนเพียงอย่างเดียว อัตรา 20 กิโลกรัมต่อไร่ แบ่งใส่ 2 ครั้ง คือ รองก้นหลุมตอนปลูกและโรยข้างแถว เมื่อข้าวโพดอายุ 25-30 วัน ครั้งละครึ่งของปริมาณทั้งหมด

      2. ในดินนาตามหลังข้าว ใช้ปุ๋ยไนโตรเจนอย่างเดียว อัตรา 15-30 กิโลกรัมต่อไร่ วิธีใส่เช่นเดียวกับข้อ 1

      3. ในพื้นที่ไร่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ปานกลางถึงต่ำ ควรใช้ปุ๋ยอินทรีย์ให้มาก 1-2 ต้นต่อไร่ ปุ๋ยเคมีใช้ 15-15-15 อัตรา 75-100 กก.ต่อไร่ รองก้นหลุมตอนปลูกและปุ๋ยไนโตรเจน 10-15 กิโลกรัม ต่อไร่ โรยข้างแถวเมื่ออายุ 25-30 วัน ถ้าดินดีใช้ปุ๋ยไนโตรเจนอย่างเดียว 20 กก.ต่อไร่ แบ่งใส่ 2 ครั้ง

การให้น้ำกับเมล็ดฝักอ่อน

      การให้น้ำกับข้าวโพดฝักอ่อน จะต้องเอาใจใส่ใกล้ชิด เพราะข้าวโพดฝักอ่อนจะเจริญเติบโตได้ดี มีฝักสมบูรณ์ พื้นดินที่ใช้ ปลูกต้องมีความชื้นตลอดฤดูปลูก ระมัดระวังอย่าให้ถึงกับ แฉะจะชะงักการเจริญเติบโต
 
      การขาดน้ำหรือปล่อยให้ดินแห้งช่วงใดช่วงหนึ่งของการเจริญเติบโต จะทำให้การ เจริญเติบโตหยุดชะงัก เช่นกัน และมีผลกระทบถึงผลผลิตขนาดฝักอ่อนและคุณภาพของฝัก โดยเฉพาะฝักที่มีรูปร่างผิดปกติจะเกิดขึ้นมากถ้าขาดน้ำในช่วงติดฝักอ่อน อาจกล่าวได้ว่า ข้าวโพดฝักอ่อนต้องการน้ำโดยพิจารณาดินในระดับบน คือ 0-20 ซม. ตลอดฤดูปลูก ในการปฏิบัติทั่วไปการให้น้ำ ในฤดูแล้ง คือขณะที่ข้าวโพดยังเล็ก ให้น้ำทุก 2-3 วัน เมื่อต้นสูงประมาณ 50-60 เซนติเมตร หรือสูงประมาณหัวเข่า ให้น้ำทุก 5-7 วัน ต่อจากนั้นให้น้ำเมื่อดินในแปลงเริ่มแห้ง
การพรวนดินและกำจัดวัชพืช

      ข้าวโพดฝักอ่อนมีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น แม้จะมีวัชพืช ขึ้นแต่ไม่ทำให้ผลผลิตลดลง การใส่ปุ๋ญในช่วงข้าวโพดมีอายุ 15-20 วัน จะช่วยกำจัดวัชพืชเหมือนกับมีการพรวนดิน ทำให้ลดค่าใช้จ่ายลง แต่ถ้าจะทำเพียงครั้งเดียวก็พอ
      หรือถ้าต้องการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชก็ใช้ อลาคอร์ อัตรา 600-700 ซีซีต่อไร่ ฉีดพ่นหลังจากปลูกขณะที่ข้าวโพด และวัชพืชยังไม่งอก
 
การถอดยอด

      เมื่อข้าวโพดมีอายุประมาณ 38 วัน หรือเมื่อมีใบจริงครบ 7 คู่ ช่อดอกตัวผู้จะเริ่มโผล่ ออกมาจากใบธง (ใบยอด) ให้ดึงช่อดอกตัวผู้ทิ้งโดยใช้มือหนึ่งจับลำต้นไว้ อีกมือหนึ่งจับใบ ข้าวโพดที่บานอยู่ตรงกลางของยอด ดึงออกมาตรงๆ การถอดยอดเพื่อป้องกันไม่ให้ เกิดการผสมเกสร เพราะถ้ามีการผสมเกสรเกิดขึ้น ข้าวโพดฝักอ่อนจะมีคุณำาพด้อยลง เนื่องจากเมล็ดจะโป่งพอง และทำให้ข้าวโพดไม่ได้มาตรฐานตามที่ตลาดต้องการ นอกจากนี้การถอดยอดยังช่วงเย่งให้สามารถเก็บเกี่ยวได้เร็วขึ้น และยังช่วยให้ผลผลิต ข้าวโพดฝักอ่อนเพิ่มขึ้นด้วย การถอดยอดเป็นเทคนิคสำคัญที่เกษตรกรไม่ควรละเลย เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดี
การเก็บเกี่ยว

      ข้าวโพดฝักอ่อนจะเก็บเกี่ยวได้หลังจากดึงช่อ ดอกตัว ผู้แล้วประมาณ 3-5 วัน การเก็บเกี่ยวมีข้อพึงปฏิบัติดังนี้
      หรือถ้าต้องการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชก็ใช้ อลาคอร์ อัตรา 600-700 ซีซีต่อไร่ ฉีดพ่นหลังจากปลูกขณะที่ข้าวโพด และวัชพืชยังไม่งอก
 
      1. สังเกตจากไหม เริ่มโผล่พ้นปลายฝัก มีความยาว 1-2 เซนติเมตร จะเป็นช่วง ที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยวที่สุด
      2. เก็บเกี่ยวจากฝักบนสุดเป็นฝักแรก และฝักอื่นๆ ถัดต่ำตามลงมา การหักฝักควรหัก ให้ติดลำต้นไปด้วย เพราะจะทำให้มองเห็นต้นที่เก็บเกี่ยว
      3. เก็บเกี่ยวทุกวัน เพื่อมิให้ฝักแก่เกินไป
      4. ถ้าเกษตรกรใช้พันธุ์ใหม่ๆ ที่ยังไม่มีความชำนาญ เนื่องจากพันธุ์ข้าวโพดฝักอ่อน แต่ละพันธุ์จะมีอายุแตกต่างกัน ตั้งแต่ 40-60 วัน เกษตรกรจึงควรเก็บตัวอย่างข้าวโพด ที่มีไหมยาวแตกต่างกันมากรีดดูรูปร่างและขนาดของฝัก จะทำให้รู้ว่า ควรเก็บฝักตอนที่ไหม ยาวขนาดไหน
      5. การเก็บฝักเพื่อส่งออกในรูปฝักสด ควรเก็บเกี่ยว 2 ฝักต่อต้น เกษตรกรไม่ควร เก็บฝักที่ 3 เนื่งอจากฝักมักจะไม่สมบูรณ์ ไม่ได้คุณภาพส่งออก การเก็บเกี่ยวข้าวโพดอ่อน ในระยะเวลาถูกต้อง เป็นหัวใจสำคัญของการปลูกข้าวโพดฝักอ่อน คุณภาพจะดีหรือไม่ขึ้นอย ู่กับช่วงนี้ หากเก็บเกี่ยวไม่ถูกต้อง เช่น ช้าไป ไหมโผล่ยาวจากฝักมากจะได้ฝักที่มีขนาดใหญ่ เกินมาตรฐาน ความต้องการของโรงงานหรือผู้ส่งออกฝักสด ซึ่งต้องคัดออกเป็นปัญหาที่สำคัญ ประการหนึ่ง
ต้นทุนและการเก็บเกี่ยว

ค่าแรงปลูก ได้แก่ ค่าเตรียมดิน ปลูกและปลูกซ่อม ถอนแยก ดายหญ้า ถอดยอด พ่นยา 676.80
ค่าแรงเก็บเกี่ยว 216.10
ค่าวัสดุ ได้แก่ เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยเคมี สารเคมีกำจัดศัตรูพืช น้ำมันเชื้อเพลิง 770.20
ค่าใช้ที่ดินและค่าเสื่อมอุปกรณ์ 109.28
รวมต้นทุนทั้งหมดต่อไร่ 1,831.01
ต้นทุนทั้งหมดต่อกิโลกรัม 1.41
ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ 1,296
ราคาผลผลิตต่อกิโลกรัม 2.17
รายได้ทั้งหมดต่อไร่ 2,812.32
กำไรสุทธิต่อไร่ 981.31
 
ที่มา
      สำนักงานเศรษฐกิจการเกตร ต้นทุนการผลิต ข้าวโพดฝักอ่อนในเขตชลประทาน ปี2532
 



หน้าแรก ] คำแนะนำเรื่องดิน ] คำแนะนำเรื่องพืช ]


ข้าวขาวดอกมะลิ 105  ] การปลูกข้าวโพดฝักอ่อน ] มันสำปะหลัง ] การปลูกยางพารา  ]
การจัดการดินและใช้ปุ๋ยในไร่อ้อย ] การเพาะเห็ดฟาง ] การปลูกมะนาว ]
การขยายพันธุ์ลำไย ] การปลูกสับปะรด ]
การปลูกทุเรียน ]

Send mail to mailto:ldd@Cit_1@ldd.go.th with questions
or comments about this web site.

 


  7 ต.ค. 2553 08:53 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป replica handbags

 ghost@gmail.com 58.243.111.208

   Louis Vuitton replica purses You are an high-ticket Joe Louis Vuitton purse little prospect of squandering, if you are not a celebrity LV Bags. So, here is an option, so you do not spend their wealthiness to hoard the tardiest pocketbook. The copy of the Louis Vuitton handbags Louis Vuitton, its original exact simulates of marque similitudes, this costs a deal of affordable prices.

 


  30 ต.ค. 2553 13:03 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป replicaswatch

 ghost@gmail.com 112.123.231.193

   the arts to do endorsements tag CARRERA,such as Lang Lang GRAND CARRERA, Yundi Li PANERAI FERRARI, Roger Federer and others PANERAI CLASSIC, but these people clearly more low-key and more emphasis SUBMERSIBLE. In the Asian market RADIOMIR, more and more because of its Omega fashion SWISS PANERAI, innovative features MARINA,has been welcomed by the Rolex been young people LUMINOR GMT,Especially in the current financial crisis LUMINOR MARINA,weak consumer countries LUMINOR,Rolex significant loss of market share SWISS IWC, while the Omega was able to dominate the Asian market SCHAFFHAUSEN.Everyone is their own God iwc classic. If you have to give up myself iwc PILOTS.

 


  10 พ.ค. 2554 14:29 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป Anonymous

 ghost@gmail.com 112.123.231.207

   cheapest android tablet android tablet 2.1 android tablet 3g android tablet pc google android tablet android tablet cheap android tablet android tablet best android tablet tablet pc sale best tablet pc 2010 tablet pc touchscreen touch tablet pc tablet pc best tablet pc laser accessories red dot laser 200mw red laser red laser red laser pointers

 


  10 พ.ค. 2554 15:55 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป china wholesale

 ghost@gmail.com 112.123.231.207

   bar phone
bar phones
candy bar phone
candy bar phones
candybar phones
phone bar
slide phone
slide cell phones
sliding phones
slide phones
slide cell phone
samsung slide phones
samsung slide phone
slider phone
slider phones
watch cell phone
watch cell phones
cell phone watches
cell phone watche
watch cell
watch mobile phone
cell phones watch
watch mobile phones
flip phone
flip phones
best flip phones
samsung flip phone
samsung flip phones
flip mobile phones
mobile flip phones
backflip phone
dual sim phones
best dual sim phone
dual sim phone
3g dual sim phones
samsung dual sim phone
dual sim mobile phone

 


page [1]

** พื้นที่การใช้งานบอร์ดเต็มทำอย่างไรดี มี 2 วิธีง่ายๆดังต่อไปนี้ค่ะ **

1.upgrade เป็น board vip เพื่อสนับสนุนทางเว็บไซด์ click upgrade
2.ลบกระทู้เก่าๆที่มีภาพออกไปให้มากที่สุด และประมาณ 8-10 ชม.หลังจากนั้นระบบจะอัพเดทพื้นที่การใช้งานของท่านอีกครั้ง


ร่วมแสดงความคิดเห็น (กรุณาใช้คำพูดที่สุภาพ)
  โพสต์โดย
  Email
  Post ภาพ

ขนาดของไฟล์ภาพไม่เกิน 100 kb. เฉพาะไฟล์ jpg, gif หรือ swf เท่านั้น
  Security code:
 กรุณากรอกรหัสที่เห็นเพื่อยืนยันการโพสต์


บริการฟรีเว็บบอร์ดจาก YimWhan.com :: copyrights © 2009-2010