Logo Webboard ของ somsakksn
ติดต่อโฆษณา  |  สมัครใช้งานสุดยอดแห่ง Free Webboard ได้แล้ววันนี้ คลิ๊ก !!  | แจ้งบอร์ดไม่เหมาะสม


  มหาวิทยาลัยชีวิต

  

  Topic : ดร.เสรี พงศ์พิศ

Delete
Admin ลบกระทู้
   Page [1]
  ผู้ชมทั่วไป somsakksn/กศน.อำเภอผาขาว

 somsakksn@gmail.com 125.26.211.205

  โพสต์เมื่อ : 23 มิ.ย. 2552 20:46 น.

ดร.เสรี พงศ์พิศ
ปริญญาโท ด้านปรัชญาและเทววิทยาจากประเทศอิตาลี
ปริญญาเอก ด้านปรัชญาจากมหาวิทยาลัยมิวนิก ประเทศเยอรมัน
อดีต อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ปัจจุบัน ประธานมูลนิธิหมู่บ้าน และผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน


ผมคิดว่า ครูที่ผมได้ก็โชคดี เป็นครูที่ไม่ได้ให้แค่เนื้อหาการเรียน แต่ให้ประสบการณ์ชีวิต ให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับชีวิต สอนให้เรารู้จักคิด รู้จักตัดสินใจ ตอนเด็ก ๆ ผมเป็นคน อารมณ์รุนแรง ทะเลาะกับเพื่อน ตีกันกับเพื่อน บาดเจ็บบ้างนะครับ คนที่เป็นคนดูแลเป็นฝรั่ง คนอื่นเขานึกว่า โอ๊ย ! อย่างนี้ ต้องถูกจับส่งกลับบ้านแน่ แต่เขาไม่ได้ส่งกลับ เขาจะสอนเรา เขาบอกว่า มันไม่ควรเกิดขึ้นอีก เขาให้โอกาสไง ครั้งแรกก็จบ ครั้งสองก็ยังพอได้ แต่ไม่ถึงครั้งที่สาม คือว่าพวกผมตอนนั้นอายุ ๑๒-๑๓ แล้วครูสอนคณิตศาสตร์ สอนไม่เก่งเลย เราก็อยากจะเปลี่ยนครูใหม่ เพราะเราไปสอบเทียบโรงเรียนอื่นๆ โรงเรียนของรัฐ แล้วเราตั้งใจเรียน เราอยากได้ครูดีๆ ทีนี้วิธีทำของเราก็คือ มีคนที่เขียนเก่งคนหนึ่ง เขาเป็นคน ร่างจดหมาย ประโยคสุดท้ายผมจำได้ดีว่า "เราจะไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว" แล้วทุกคนก็เซ็นชื่อ ส่งไปให้อธิการ

ทุกคนก็คิดว่า โอ้โห ! เด็กพวกนี้หัวรุนแรง ครูคนไทยคนหนึ่งเขาคิดว่าต้องส่งกลับบ้าน อยู่ไม่ได้แล้วพวกนี้ แต่ว่าฝรั่งเขาแปลกนะ เขาเรียกมาทีละคนเลย ทุกคนก็ไปหา เขาจะถาม หมดว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อถามเสร็จแล้ว เขาก็มีข้อสรุปออกมา ที่ทำทั้งหมดนี้ มันมีความตั้งใจดีเต็ม วิธีผิด บอกว่าอย่างนี้นะ คราวหลังถ้ามีปัญหาอะไร ต้องมาบอก มาคุยเลย ส่งตัวแทนมาคุยกัน ถ้าคุยกันไม่ได้ ก็ให้ทำจดหมายอย่างนี้มา ถ้ายังไม่ได้อีก ก็ให้เดินขบวน

สอนอย่างนี้เราเข้าใจเลย เราเป็นเด็ก ไม่มีความมุ่งร้ายอะไรเลย คนที่เป็นครูนี้เขาจะให้วิธีคิด ให้สติ จะสอนวิธีเรียนซึ่งผมถือว่ามีความสำคัญ เขาไม่ได้สอนให้เราเพียงแต่ท่องจำ แบบนกแก้ว นกขุนทอง อย่างเดียว แต่สอนให้เรารู้วิธีเรียน เขาให้เครื่องมือเรามีวิธีเรียน วิธีคิด วิธีวิเคราะห์ พวกนี้ก็มีทั้งฝรั่งทั้งไทยก็เป็นความประทับใจในเรื่องนี้

ครูเหล่านี้เขาเป็นครูที่รักเราจริงๆ และก็อยากจะให้เราได้ดีจริงๆ ครูบางคนก็อาจจะทำโทษ เพราะว่าเราทำผิด ทำอะไรไปบ้าง เราจะรู้สึกว่าเขาทำโทษเราด้วยความรักจริงๆ เราไม่รู้สึกเสียใจ ผมมีครูเหล่านี้อยู่หลายคน ประทับใจ เขาก็เป็นแบบอย่างให้ตัวเองด้วยนะ อย่างเช่นว่า อาจารย์ผม ที่เยอรมันให้เวลาผมอาทิตย์หนึ่งตั้งครึ่งวันนะ ที่เขาเรียกว่าที่ปรึกษา วิทยานิพนธ์ ปริญญาเอก ภาษาเยอรมันเขาเรียกว่า dissertation father เป็นบิดา คือเขาจะถ่ายทอดหมด ให้กับเรา ผมได้สิ่งนี้มานะ ผมไปเรียนที่เยอรมัน ผมได้มามากสุดๆ จากอาจารย์ผมคนนี้แหละ งั้นเวลาวันนี้ ที่ผมเป็นที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก ผมก็ให้เวลาลูกศิษย์ผมนะ แล้วผมก็รู้สึกว่า ถ้าเขาไม่มา ผมต้องเรียกมานะ หายไปไหน ทำไมไม่มาคุยกัน มีอะไรคุยกัน อยากจะดูว่า เรียนรู้ไปถึงไหนอย่างไร

ครูในปัจจุบันเหรอ ผมไม่อยากจะโทษตัวบุคคลเท่ากับระบบ มันเป็นระบบที่เราไม่สามารถ ที่จะปรับระบบการเรียนรู้ ให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ระบบการศึกษาโดยรวมมีปัญหา เพราะฉะนั้นครูซึ่งเคยมีภาพที่ดีในอดีต วันนี้ก็ต้องอยู่เป็นเหยื่อของระบบการบริโภค ครูเป็นหนี้ มากกว่าเพื่อน มีปัญหามากกว่าเพื่อน ต้องเป็นนายหน้าขายของมากกว่าเพื่อน และจะไปเอา สมาธิ มาทำงานได้อย่างไร ต้องดิ้นรนเอาตัวรอด ตัวเองก็จะเอาไม่รอดแล้ว จะมาแก้ปัญหา หนี้สินครูเหรอ โดยที่ระบบไม่เปลี่ยน โอ๊ะ ! เป็นไปไม่ได้ วิธีคิดต้องปรับ

ความคาดหวังในตัวครูจะต้องเปลี่ยน จากการเป็นครูที่ปั๊มศิษย์ มาเป็นคนที่ช่วยให้เขาเรียนรู้เป็น ให้เขามีบรรยากาศ การเรียนรู้ที่ดี มีแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ นี่ผมพูดถึงครูที่ดีของผม เป็นคนสร้าง แรงบันดาลใจ อันนี้สำคัญ คือให้เรามีกำลังใจและได้พลังลึก ๆ ไม่ใช่เป็นพลังใจ ชั่วครั้งชั่วคราว แต่ว่าได้แรงบันดาลใจก็คือได้ปลุกปัญญา จะช่วยให้เราได้ทำอะไรต่อเนื่อง ไม่ได้ทำแบบทำไป ๆ เดี๋ยวเลิก

วิธีการเรียนรู้สิ่งเหล่านี้น่ะ ครูจะต้องให้ ไม่ใช่มานั่งสอนแบบเดิมอีก แบบเดิมนี้เขาเรียนเองได้นะ ผมว่า หนังสือที่เราอ่าน ศึกษา ก็อ่านได้ ศึกษาได้ แต่ว่าวิธีเข้าใจ วิธีวิเคราะห์ วิธีวิจารณ์ วิธีสังเคราะห์ให้มันเกิดอะไรใหม่ ๆ ขึ้นมา เขาทำเป็นหรือเปล่า ตรงนั้น ต่างหาก ซึ่งเราจะต้อง ช่วยให้เครื่องมือ วันนี้ครูก็มีปัญหา เนื่องจากว่าปรับตัวไม่ได้กับระบบใหม่ ระบบก็ไม่ค่อยเอื้อ ใช่ไหม ปฏิรูปการศึกษาเราก็ไม่ได้เน้นเรื่องการเรียนรู้ เรามาเน้นเรื่องอะไรก็ไม่รู้อย่างที่เรารู้ ๆ กัน

ครูมีบทบาทสูงนะผมว่า ถึงแม้วันนี้อาจจะไม่ใช่ เหมือนแต่ก่อน แต่ครูยังมีบทบาท ถ้าจะคาดหวัง แบบเดิมก็คือบทบาทในทางจิตวิญญาณ นี้เป็นการคาดหวัง ซึ่งในทางปฏิบัติ มันยาก แต่ว่าทำยังไงให้ครูเป็นคนที่ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ และคนที่ช่วยให้เกิดวิถีปฏิบัติที่ดี ต่อชีวิตน่ะ ถ้าเป็นครูแบบนี้ได้น่ะ ใช่เลย นั้นก็คือคุณค่าของครู ไม่ใช่บอกว่านี้เป็นเรื่องพระ นั่นเป็นเรื่องหมอ ไม่ใช่ เป็นเรื่องเดียวกันนั่นแหละ

ผมคิดว่า ต้องดูระบบภาพรวมให้เห็นชัดก่อนว่า การปฏิรูปการศึกษาวันนี้ เราต้องการให้เกิด การเรียนรู้ไปเพื่ออะไร เป้าหมายของการศึกษาคืออะไร เราต้องการให้เด็กของเรา เติบโตขึ้นมา เพื่อเป็นคนที่มีทักษะ คนที่เป็น technician คนที่มีความสามารถ และก็ไปรับจ้างหาเงิน แบบนั้นหรือเปล่า หรือว่าเราต้องการสร้างคนเป็นแบบแรก สร้างคนแล้ว ก็เมื่อมีคนที่มีคุณภาพแล้ว ก็มีทักษะเป็นเครื่องมือทำมาหากิน

จริง ๆ แล้ว ในตะวันตกนะ การศึกษาของเขาเดิมทีในยุคกลางที่มีมหาวิทยาลัยใหม่ๆ มีสามขั้น เหมือนกับรูปสามเหลี่ยมนี้แหละ ฐานแรกก็คือเรียนปรัชญา ทุกคนต้องเรียนปรัชญา ก่อนจะไป เป็นหมอ ก่อนจะไปเป็นวิศวะ ก่อนจะไปเป็นนักอะไรก็แล้วแต่ต้องเรียนปรัชญาหมด ตอนที่สอง ก็มาเรียนอาชีพอย่างที่ว่านี้แหละ เป็นนักอะไรก็ต้องมาเรียน เพราะฉะนั้น ทุกวันนี้เวลา เขาจะเรียนแพทย์ จะเรียนกฎหมาย ในยุโรป ต้องเรียนปรัชญาก่อน อันสุดท้ายนี้ ต้องเรียน เทวศาสตร์ วิชาเกี่ยวกับศาสนา ซึ่งเป็นสุดยอดที่จะต้องเรียน ทุกสิ่งที่เรียนมา เชื่อมโยงกับ คุณธรรม กับความดีงาม นั่นคือประวัติความเป็นมา

ผมว่า วันนี้เราก็น่าจะมีทั้งสามอย่างเหมือนกันนะ องค์ประกอบของการเรียนรู้ ที่จะต้อง มีการเข้าใจชีวิต เข้าใจโลก เข้าใจมนุษย์ นี่อันที่หนึ่ง อันที่สองก็ต้องมีทักษะ ในการเรียนรู้ เฉพาะเรื่องในการทำงาน นี่ก็ต้องมี ไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ ทำทุกอย่างได้ ไม่ใช่ อยากจะไถนา ก็ต้องรู้วิธีไถนา อยากจะขับรถก็ต้องรู้วิธีขับรถ อยากจะเป็นอะไรก็ต้องเรียน แต่ว่าอันที่สาม ต้องมีตัวกำกับ ไม่มีตัวกำกับนี้มันก็เตลิดเปิดเปิง ต้องมีเรื่องคุณธรรมเรื่องศาสนา จะได้ถูกทิศ ถูกทาง

แนะนำครูอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องการอ่าน เออ ! ผมว่านี่เป็นเรื่องใหญ่ แค่อ่านก็ไม่มีใครอ่าน คนบ้านเรา อ่านหนังสือน้อย ผมคิดว่าเราต้องสร้างพ่อแม่พันธุ์ใหม่ ขึ้นมา แล้วก็ให้เกิดลูก พันธุ์ใหม่ขึ้นมา ลูกผมนี่ ตอนที่แม่เขาท้อง จนกระทั่งโตขึ้นมา เขาจะคุ้นเคยกับเสียงดนตรี เขาจะฟังดนตรีเบา ๆ ตั้งแต่อยู่ในท้องแม่แล้ว เกิดออกมาก็ฟังดนตรีตลอด เพราะฉะนั้น เขาจะคุ้นกับดนตรีมาก เมื่อโตขึ้นมาหน่อย เขาก็เห็นคนอื่นเล่นดนตรีบ้าง เห็นพ่อแม่ เล่นดนตรีบ้าง เขาก็อยากจะเล่น เพราะฉะนั้น การเรียนดนตรีของเขา มันจะมาจากข้างใน เราไม่ได้ไปยัดเยียดเขา

อ่านหนังสือก็เหมือนกันนะ ถ้าแม่กับพ่ออ่านหนังสือให้ลูกฟังตั้งแต่เล็ก ๆ เลย ให้ลูกได้เห็น แล้วก็อ่านอะไรสนุก ๆ ให้เขาฟัง จนกระทั่งเล่านิทาน อ่านนิทานให้เขาฟัง เขาจะรู้สึกว่า โอ้โฮ ! หนังสือ มีอะไรที่สนุกนะ มีอะไรที่เขาอยากอ่านเอง วันหนึ่งเขาก็อยากอ่านเอง การอ่านหนังสือนี้ เป็นเรื่องต้องปลูกฝัง ตั้งแต่เกิดเลย เราต้องสร้างลูกหลานพันธุ์ใหม่ ที่ให้เขาคุ้นเคยกับ วัฒนธรรมการอ่าน ซึ่งวันนี้โอ้โฮ ! หนักหนา สาหัสกว่าเดิมอีก แต่ก่อนนั้นรุ่นผมนี้ โอ๋ ! อ่านหนังสือ เป็นบ้าเป็นหลัง อ๊าน อ่าน อ่าน อ่าน อ่าน อ่าน โอ๊ย ! สนุกอ่าน เพราะมันไม่มี โทรทัศน์ ไม่มีวิทยุ ไม่มีอินเทอร์เน็ต แล้ววันนี้ ก็มีสิ่งเหล่านี้ ผมคิดว่า ต้องช่วยกันหาวิธี ให้ลูกหลานของเราสนใจเรื่องการอ่าน

ลูกสาวผมนี่ ผมสอนเขาเขียนหนังสือ ตอนแรก ๆ เขารู้สึกว่าบังคับเขานะ แต่ว่าไม่นาน เขาก็รู้สึกว่า เออ ! มันดีนะ แล้วเขาก็เขียนด้วยความสนุก เออ ! เขาก็เขียนหนังสือได้ เหมือนคนอื่น เขียนได้ พูดได้ คือเห็นคุณค่า ทำยังไงเราจะให้เด็กเห็นคุณค่า ผมก็เลยพูดว่า ตราบใดที่เรายังไม่ได้ทำให้ลูกหลาน หรือเด็กเข้าใจเรื่องคุณค่า เราสอนเรื่องต่าง ๆ ไม่ค่อยได้ ถ้าจะพูดเรื่องดนตรี เรื่องกีฬา เรื่องหนังสือ เรื่องอะไรก็แล้วแต่ หลายอย่างนี้ มันต้องมาจากใจ ไปบังคับเขาไม่ได้ ไม่มีอะไรที่จะไปสู้ทีวี อินเทอร์เน็ตได้ ถ้ามันไม่เกิดมาจากข้างใน

การอ่านเป็นอีกวัฒนธรรมหนึ่ง ซึ่งมันทดแทนด้วยการดูไม่ได้ เพราะว่าการอ่านนี่เราจะหยุด เราจะถอยหลัง เราจะไปข้างหน้า เราจะทำอะไร ก็เรื่องของเรา เราสามารถที่จะควบคุม สิ่งตรงนั้นได้ มันเป็นจังหวะของเราที่กำหนด แล้วก็เราได้คิด ได้เลือก ขณะที่เราดูทีวี เราเลือกไม่ได้ มันไปแล้วก็ไป การอ่านนี่จำเป็นมากสำหรับชีวิต มันทำให้เราเป็นตัวของเรา แล้วทำให้มีเวลาคิด แล้วก็ speed (สปีด = ความเร็ว) ของคนมันไม่ใช่ speed แบบอินเทอร์เน็ต speed ของเราต้องไปตามจังหวะของตัวมันเอง ต้องคิดเอง ในการคิดนี้ใช้เวลา วันนี้ที่เราไม่คิด เพราะเราไม่มีเวลา เพราะถูกดึงไปตามจังหวะซึ่งเร็วมาก ทุกอย่างเร็วมาก คิดไม่ทัน ผมคิดว่าการอ่าน ทำให้เราจินตนาการได้ดีกว่า ผมเชื่อที่เพื่อนผมบอกว่า ก่อนที่จะไปถึง จินตนาการ ต้องฝันก่อน ฝันเสร็จแล้วมีจินตนาการ จินตนาการก็ถึงไปความรู้ ไปความรู้แล้ว ถึงกลายเป็นปัญญา ผมก็ต่อให้เขานะ

ถ้าจินตนาการสำคัญกว่าความรู้ เราจะต้องดูว่าอะไรสร้างจินตนาการ ผมว่าการอ่าน สร้างจินตนาการ มากที่สุด ดูทีวีดูอะไรต่ออะไรนี่ หลายอย่างหลายเรื่อง ยิ่งดูยิ่งปัญญาอ่อน มันน้ำเน่า ไร้สาระ มันเหมือนเรากินอาหารนะ ถ้าเลือกกินไม่ดี มันก็เป็นอาหารขยะ

ผมว่าไม่มีสังคมไหนในโลกที่เป็นสังคมอ่านมาตั้งแต่เกิด ใช่หรือเปล่า เป็นสังคมบอกเล่า มาตลอด ถามว่าญี่ปุ่นนี่เขาเคยอ่านมาตั้งแต่เมื่อไร เขามีอักษรมาตั้งแต่เมื่อไร ถ้ามีก็มีแต่ คนในรั้วในวัง แล้วทำไมวันดีคืนดีประชาชนทั้งหมดอ่าน ไม่ใช่อยู่ดี ๆ มันเกิด ๑๕๐ ปีมาแล้ว ที่ฝรั่งทำนายว่า ประเทศไทยต้องเจริญกว่าญี่ปุ่น ปรากฏว่ามันไม่ใช่แล้ว เราก็พบว่า สิ่งที่เป็นหัวใจ ที่ทำให้ญี่ปุ่นก้าวหน้ามากกว่าเรา คือการศึกษา ผมไม่เคยเห็นประเทศไหนเลย ที่ทุกอย่างที่ข้างหน้า ออกมาเป็นภาษาเขาหมด และผมก็ไม่เคยเห็นประเทศไหนที่อ่าน อ่าน อ่าน อ่านไปทุกหนทุกแห่ง ไปรถใต้ดินก็ยังอ่าน ก้มหน้าก้มตาอ่าน ญี่ปุ่นเป็นนักอ่าน เพราะระบบการศึกษา ระบบการเรียนรู้ของเขา ทำให้เด็กอ่านหนังสือได้ อ่านหนังสือเป็น รักที่จะอ่านหนังสือ มันมาถึง ๑๕๐ ปีแล้ว เขาสร้างเรือดำน้ำ สร้างเครื่องบิน เป็นก่อนเราหรือเปล่า เราไม่สนใจวิทยาศาสตร์ เราไม่สนใจเรียนรู้ แล้วระบบการศึกษาของเรา ไม่เน้นเรื่องพวกนี้ด้วย เราถึงก๊อปปี้ ก๊อปปี้เทคโนโลยี ซื้อเขาหมด เราสร้างรถเป็นเหรอ โตโยต้า ฮอนด้า ของเขาหมด

ผมว่ามันต้องสร้าง ที่คนชอบว่าสังคมไทยเป็นสังคมตัวใครตัวมัน เอาตัวรอดเป็นยอดดี ทำงานเป็นทีมไม่เป็น ทำคนเดียวเป็นพระเอก ไม่จริงหรอก ถ้าในอดีตเราเป็นอย่างนี้ เราตาย ไปนานแล้ว แต่ในอดีตเรามีปู่ ย่า ตา ยาย ซึ่งช่วยกัน มีปัญหาข้าวยากหมากแพงก็ช่วยกัน มีปัญหาโจรผู้ร้ายก็ช่วยกัน มีปัญหาโรคภัยไข้เจ็บก็ช่วยกัน มีลงแขก มีอยู่ร่วมกัน ทำงานเป็นทีมหมด ไม่ได้ต่างจากญี่ปุ่น แต่ญี่ปุ่นเก่งกว่าเรา เพราะเขาสืบทอดความเป็นทีม การทำงานร่วมกัน ได้ดีกว่าเรา เราพอลงแขก มันก็เหมาะกับสังคมกับสมัยเก่า พอสังคมเปลี่ยน ลงแขกไม่เป็นอีก ทำให้มันมีรูปแบบใหม่ไม่ได้ สืบทอดตัวคุณค่าไม่ได้ ญี่ปุ่นสืบทอดได้ แม้จะเป็นบริษัท เขาก็สืบทอดความเป็นพี่เป็นน้อง ความเป็นชุมชนแบบเก่าของญี่ปุ่น ที่พึ่งพาอาศัยกัน เขาหารูปแบบดีกว่า

ให้แนะนำหนังสือ สอนลูกให้คิดเป็น คือผมอยากจะสื่อกับสังคมไทยว่า ผมมองโลก มองชีวิตอย่างไร โดยใช้หนังสือกับหนังเป็นสื่อแค่นั้นเอง แค่นั้นแหละ แล้วผมก็ได้รับ การขอร้อง จากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการให้เขียนต่อ เขาให้เลือกว่า จะเขียนอย่างไร ผมก็บอกว่า ผมเขียนถึงลูก ไม่ได้เหรอ ลงในหนังสือพิมพ์รายวันอาทิตย์ละครั้ง ผมก็เลยตัดสินใจ ทดลองเขียนนำเสนอ เขาก็ยินดี และก็จะลงตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์มั้ง เดือนกุมภาพันธ์ทุกวันศุกร์ ผมจะเขียนถึง หนังเก่า ๆ หมดเลย ไม่ใช้หนังใหม่ ผมไม่ใช่นักวิจารณ์หนัง แต่ว่าผมจะมองดูโลกบางชนิด ออกทางเรื่องราว ซึ่งคนบางคน บางกลุ่ม เขาได้ประมวลมาในรูปแบบหนึ่งแล้ว โดยทำให้มัน เป็นเรื่อง ซึ่งแต่ละเรื่อง ก็สะท้อนแง่มุมของชีวิตได้ดีพอสมควร ถ้าเขาไม่อ่านหนังสือ ดูหนังก็ได้ ผมถึงมีทางเลือกให้ แต่ว่าต้องดูให้เป็นก็แล้วกัน ดูเป็น หมายความว่า ดูให้เห็นความหมาย ผมบอกว่า ผมดูแล้ว ผมเห็นอันนี้นะ ถ้าคุณไปดูแล้ว คุณจะได้อย่างไรบ้าง เด็กวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เขาขอสัมภาษณ์ผม เพราะเขาเอาหนังสือของผม ไปเป็นเนื้อหา ในการทำรายงาน ส่งอาจารย์ เขาสัมภาษณ์ยาว ผมทำยังไงอะไรบ้าง สื่ออะไร เขาบอกว่า เขาก็ไปดูหนังอย่าง ฮีโร่ ดูมาตั้งหลายหน เขามาอ่าน แล้วกลับไปดูใหม่ เอ๊ ! มันเห็นอีกแบบหนึ่ง เห็นหลายอย่าง ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน บางครั้งเราก็ต้องให้คนอื่นช่วยบ้าง เมื่อเขาเรียนรู้วิธีดู วิธีอ่าน ทีหลังเขาไปอ่าน เขาไปดู เขาก็พอจะเห็นแนวว่าควรจะดู ควรจะอ่านยังไง ไม่ใช่ดูสนุกไปเรื่อย ๆ อย่างนี้มันไม่ได้ ผมบอกสองคนดูหนังเหมือนกัน ดูทีวีเหมือนกัน อ่านหนังสือเหมือนกัน คนหนึ่ง ฉลาดขึ้น แต่คนหนึ่งโง่ลง มันเป็นไปได้นะ มันเป็นไปได้ ถ้าดูแล้วถูกครอบงำตลอด คิดอย่างอื่นไม่เป็น คิดตามเขาหมด เพราะฉะนั้น เราก็แย่ลง

เรื่องที่ผมให้ดูนะ ก็ไม่ให้เป็นหนังประเภทสอนอย่างเดียว เป็นหนังที่ได้รางวัลตุ๊กตาทอง เกือบทั้งหมด เป็นหนังดี มีคุณค่าด้วย มีคุณค่าไม่ใช่แต่เนื้อหาอย่างเดียว แต่เป็นการนำเสนอ เราต้องเลือก ไม่งั้นนะ จะดีเฉพาะเราอย่างเดียว เราเห็น เราประทับใจคนเดียว มันก็ไม่ได้ เวลาเรา จะแนะนำเขา ต้องแนะนำอะไรที่เขาน่าจะรับได้ ไม่ยากเกินไป ให้เขาย่อยไปด้วย ไม่ให้เขากินไปแล้วย่อยไม่ลง ยัดเยียดเขาไม่ได้ มันก็อยู่ในบริบท ในความสัมพันธ์ของเขากับเรา บางครั้ง เราก็คงต้องยอมเขาด้วย ในเรื่องที่เขาอยากจะดู หนังบางเรื่อง ซึ่งเรารู้สึกว่า มันไม่ค่อยเข้าท่า หรือว่าเราไม่ค่อยเห็นคุณค่าของมัน แต่อย่างน้อย ต้องมีกรอบให้รู้ว่า คงต้องพูดเรื่องคุณค่าตั้งแต่ต้น ถ้าเราพูดเรื่องคุณค่าได้ ไปพูดเรื่องอื่น มันก็ง่ายเข้า

ผมอยากกลับไปดูหนังเก่า ๆ ของอิตาลี่ ซึ่งเป็นหนังดีมาก คนไม่ค่อยสนใจ คนลืม แต่ว่าถ้าเรา เอาเรื่องนี้มาพูด สามารถทำให้คนดูรู้สึก ไม่ดูถูกคนอื่นได้ มองคนอื่นด้วยความเข้าใจว่า แต่ละคน ก็ต้องการอะไรที่ดีสำหรับชีวิต เพียงแต่ว่าบางทีหาไม่เจอ หรือโชคไม่ดีอย่างพวกเรา มันจะช่วยให้เราปรับทัศนคติ แล้วก็อารมณ์ความรู้สึก มีวิธีมองคนอื่น ไม่ใช่มองดูคนจน ดูถูกคนจน เรื่องพวกนี้ซึ่งผมว่า ทำยังไง ถึงจะให้เด็ก ให้นักศึกษาได้เรียนรู้ ได้รู้จักคิด แล้วเขาจะค่อย ๆ รู้เรื่องพวกนี้ดีที่สุด ไม่ใช่มานั่งฟังเทศน์อย่างเดียว แต่ว่าอ่านหนังสือ ดูหนัง อันนี้มันจะค่อย ๆ สร้างระบบคุณค่า ที่ดีให้เขา

- ดอกหญ้า อันดับที่ ๑๑๐ พฤศจิกายน - ธันวาคม ๒๕๔๖ -


   Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
 


  23 มิ.ย. 2552 20:58 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป somsakksn/กศน.อำเภอผาขาว

 somsakksn@gmail.com 125.26.211.205

  

เขียนโดย ดร . เสรี พงศ์พิศ   

 posted by somsakk/กศน.อำเภอผาขาว

Sunday, 26 February 2006
"ถูกต้อง ดีงาม" กว่าจะเข้าใจก็สายเสียแล้ว
           
"ความจริง ความดี ความงาม" เป็นสามคุณลักษณะของความเป็นคน ความเป็นสังคม และเป็นธรรมชาติของสรรพสิ่ง
           
ความข้อนี้ไม่เพียงแต่เพลโต ปราชญ์กรีกที่บอกไว้ แต่ศาสดาของทุกศาสนาก็สอนไว้เช่นเดียวกัน และไม่มีใครเคยแยกสามอย่างนี้ออกจากกัน เพราะเป็นสามมิติของความเป็นจริงที่มิอาจแบ่งแยกได้ แยกออกก็
"บกพร่อง" ไม่สมบูรณ์
           
เหนือสิ่งอื่นใดคือความดี เพราะสิ่งที่เรียกว่า
"ความจริง" นั้น อาจจะจริง อาจจะถูกต้องตามความคิดเห็นของใครบางคนที่มีอำนาจในการกำหนด เช่น กฎหมายที่ถูกตราขึ้นมา อาจเป็นกฎหมายที่ไม่ดีและไม่งามก็ได้ เนื่องจากผู้ตรากฎหมายนั้นเป็นคนฉ้อฉล ไม่มีคุณธรรม ไม่ชอบธรรม
           
ดังกรณีที่คุณทักษิณอ้างว่าได้ทำทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ถูกต้องตามกติกา ทั้งการขายหุ้น ทั้งการยุบสภา แต่ผู้คนในสังคมไม่เชื่อ ไม่ยอมรับ บอกว่านายกฯคนนี้ขาดความชอบธรรม ส่งที่เขาพูด สิ่งที่เขาทำอาจจะถูกกฎหมาย แต่
"ไม่ดี ไม่งาม" ไม่ถูกต้องตามหลักแห่งศีลธรรมและจริยธรรม ซึ่งไม่ได้ตราไว้เป็นกฎหมาย แต่ตราไว้ "ในใจ" ซึ่งยิ่งใหญ่กว่ากฎหมายอีก
           
ยิ่งใหญ่ขนาดไหนก็เห็นแล้ววันนี้ที่คนเป็นแสนเป็นล้านออกไปประท้วงทั้งในกรุงเทพฯและทั่วประเทศ เหตุผลสำคัญที่สุด คือ เรื่องจริยธรรมของผู้นำ ไม่ใช่เรื่องทำผิดกฎหมาย

           
คนเขาตั้งคำถาม (และเชื่อแล้ววันี้) ว่า คุณโกง ครอบครัวคุณโกง ญาติมิตรคุณโกง พรรคคุณโกง รัฐบาลคุณโกง มีหลักฐานเต็มไปหมด แต่กลไกในการตรวจสอบพิกลการเพราะคุณทำลายมันจนหมดสิ้น ทำลายด้วยอำนาจและเงิน

           
และนี่คือที่มาของพลังอำนาจของประชาชนที่ทนไม่ได้ ต้องลุกขึ้นมาตรวจสอบเอง สร้างมติมหาชนเพื่อบอกคุณว่า คุณทำหน้าที่ผิดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ คุณใช้อำนาจในทางมิชอบ ครอบงำสื่อ ครอบงำกลไกตรวจสอบทั้งหมด

           
แต่คุณลืมไปสนิทว่า คุณไม่สามารถควบคุมวิญญาณเสรีของคนไทย วิญญาณเสรีเหล่านี้กำลังไล่คุณให้หลุดพ้นจากอำนาจ และทำให้คุณไม่มีวันได้ผุดได้เกิดอีก เพราะสิ่งที่คุณทำมา
5 ปี นั้น มันล้วนแต่เป็นของปลอม คุณทำเพื่อตัวคุณเองและพวกพ้อง ไม่ใช่เพื่อประชาชน
           
ดูวิญญาณเสรีที่ออกไปเต็มถนนวันนี้เถิด นักเรียนนุ่งขาสั้น นักศึกษา อาจารย์ กรรมกร ชาวนา ข้าราชการ พ่อค้าแม่ค้า นักบวช คนทุกชั้น ทุกอาชีพ
- ขนาดนี้แล้วยังทนไหวหรือ
           
ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ตลอดมาว่า ไม่มีทรราชย์ใดอยู่ยั้งยืนยง พวกเขามาแล้วก็ไป และล้วนแต่ไปร้าย ไม่ใช่ไปดี  ส่วนใหญ่มาอย่างเทวดา แต่ไปอย่างผีห่าซาตาน ถูกสาบแช่งให้ลงนรก อย่าได้ผุดได้เกิด

ส่วนหนึ่งถูกลากขึ้นศาล ทรัพยสินถูกยึด หรือถูกไล่ไสส่งเหมือนมารร้าย ไม่เป็นที่พึงปรารถนาของผู้คน อยู่อย่างไร้ศักดิ์ศรีในต่างถิ่นต่างแดน เจ็บป่วยหนักขอกลับมาตุภูมิก็ไม่มีใครยอมให้กลับ ตายอย่างหมาตัวหนึ่ง

           
วันนี้คุณยังทำเป็นใจดีสู้เสือ ยังไม่เห็นโลงศพยังไม่หลั่งน้ำตา

           
วันนี้สายแล้ว ไม่มีเวลาเหลืออีกต่อไป

           
จะไม่มีเลือกตั้งในวันที่ ๒ เมษายนนี้ จะมีการปฏิรูปการเมือง มีการ
"เว้นวรรค" เพื่อการรื้อถอน (deconstruction) และสร้างใหม่ให้เหมาะสม
           
เพื่อสังคมไทยที่ไม่ต้องทุนนิยมสุดขั้ว แต่เป็นสังคมพอเพียง

           
สังคมที่เชื่อมั่นและปฏิบัติอย่าง
"ถูกต้อง ดีงาม"

 


  23 มิ.ย. 2552 21:07 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป somsakksn/กสน.อำเภอผาขาว

 somsakksn@gmail.com 125.26.211.205

  

posted by somsakksn/กศน.อำเภอผาขาว

3 หลักใหญ่ของมหาวิทยาลัยชีวิต PDF พิมพ์ ส่งเมล

เขียนโดย ดร . เสรี พงศ์พิศ  

Monday, 16 October 2006
การศึกษาในระดับอุดมศึกษามีมาเมื่อเกือบ 800 ปีก่อน มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างคน สร้างครู สร้างผู้นำในสังคม
 
"คน-ครู-ผู้นำ" ที่ดีวันนี้ควรมีคุณสมบัติหลายประการร่วมกัน อย่างน้อยต้อง "เก่งและดี" มีความรู้ความสามารถและมีคุณธรรม  มีประสิทธิภาพและโปร่งใส มีวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ที่ตอบสนองปัญหาและความต้องการของคนในท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ "มหาวิทยาลัยชีวิต" วางฐานคิดให้นักศึกษาได้เรียนรู้และเข้าใจคำสำคัญอยู่ 3 คำ สามคำซึ่งไม่ใช่แค่คำหลักธรรมดา แต่เป็น "คำหลักใหญ่" หรือถ้าหากเป็นกุญแจ ก็ไม่ใช่กุญแจธรรมดา แต่เป็น "กุญแจแม่" (master-key) ซึ่งสามารถไขเข้าห้องไหนก็ได้ (ภาษาชาวบ้านอาจเรียกว่ากุญแจผี)

คำแม่คำแรก คือ
"concept"

คำนี้แปลเป็นไทยแล้วเข้าใจยาก จนต้องวงเล็บภาษาอังกฤษตามทุกครั้ง เช่น ความคิดรวบยอด, มโนภาพ, สังกัป, ทิฐิ  ขอเพิ่มคำที่อยากใช้ในที่นี้คือ คำคิด

สาเหตุที่คนไม่คุ้นกับคำแปลภาษาไทยเป็นเพราะไม่ค่อยใช้กัน ถ้าใช้กันบ่อยก็อาจชินไปเองเหมือนกับคำอีกมากมายซึ่งล้วนแต่ยาวๆ ยากๆ แต่เมื่อใช้บ่อยก็เป็นเรื่องธรรมดาไป เช่น อุณหภูมิ ปฏิชีวนะ อสังหาริมทรัพย์ โลกาภิวัตน์ เป็นต้น

หรือว่า ที่คนไทยไม่คุ้นกับคำแปลของคำว่า concept  เป็นเพราะใช้ทับศัพท์สะดวกกว่า ง่ายกว่า เหมือนคอมพิวเตอร์ซอฟแวร์ ซึ่งไม่มีใครเรียกว่า "ละมุนภัณฑ์สมองกล"

หรือว่า เพราะคนไทยไม่คุ้นกับสิ่งเรียกกันว่า "concept" ซึ่งเป็นตัวแทนของการคิดแบบนามธรรม คำถามนี้ไม่ได้เจตนาลบหลู่ดูถูกคนไทย ซึ่งก็เหมือนดูถูกตัวเอง แต่เป็นความสงสัยที่อยากให้เกิดเพื่อนำไปสู่การค้นหาคำตอบและความเข้าใจในวิธิคิดและวิธีการเรียนรู้แบบ "ไทยๆ "

เรื่องญาณวิทยา (Epistemology) หรือวิชาว่าด้วยทฤษฎีความรู้หรือการเรียนรู้นั้น เป็นอะไรที่คนไทยอาจเข้าใจแตกต่างจากตะวันตก ซึ่งถือว่าการสร้างความรู้ใหม่มาจากการวิเคราะห์ การสังเคราะห์ การถกเถียงแยกแยะและรวมเข้า การเสวนาหาความจริง ความรู้ความเข้าใจใหม่ๆ ไม่ใช่การ "ท่องจำ" ความรู้เก่าๆ เพราะเข้าใจว่าความรู้นั้นมีอยู่แล้ว มีคนเข้าถึงแล้วมาบอกเรา เราจึงต้องท่องเอา

เมื่อเขาเปลี่ยนเราก็เปลี่ยนตามเขา วันหนึ่งเขาบอกว่าโลกแบนเราก็แบน วันหนึ่งเขาเปลี่ยนไปเป็นกลมเราก็กลม

การเรียนในระดับอุดมศึกษาเป็นการยกระดับความคิดและวิธีคิด พูดง่ายๆ คือ ทำอย่างไรให้ "คิดเป็น" ซึ่งก็คืออุดมคติหรือเป้าหมายหนึ่งของการศึกษาทุกระดับ เริ่มตั้งแต่อนุบาลเรื่อยมา ซึ่งเริ่มต้นจากสิ่งที่เป็นรูปธรรมสัมผัสได้ แล้วค่อยๆ "ยกระดับ" ขึ้นไปสู่สิ่งที่เป็น "นามธรรม"

การเรียนรู้เพื่อให้คิดเป็นในระดับอุดมศึกษาจำเป็นต้องใช้  "คำคิด" เพราะคิดเป็นแปลว่าวิเคราะห์เป็น สังเคราะห์เป็น  วิเคราะห์เป็นการแยกออก สังเคราะห์เป็นการรวมเข้า แล้วจะเกิดความรู้ความเข้าใจใหม่

กระบวนการคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์จำเป็นต้องใช้ "คำคิด" เหมือนเราต้องการแก้เครื่องยนต์ ถอดล้อ ถ้าไม่มี "กุญแจ" แม่แรงหรือเครื่องมือ ใช้มือเปล่าๆ ย่อมทำไม่ได้ เสร็จแล้วอยากเอาสิ่งที่ถอดออกมารวมกันเข้าก็ต้องใช้เครื่องมือที่เหมาะสมอีกเหมือนกัน

ในวิชากระบวนทัศน์พัฒนา นักศึกษามหาวิทยาลัยชีวิตเรียนรู้คำหลักอยู่ 42 คำ เพื่อเป็นตัวอย่างของคำที่ต้องรู้และเข้าใจเพื่อจะได้ไขเข้าสู่สังคมโลกวันนี้ที่มีความซับซ้อน เช่น กระบวนทัศน์  การพัฒนายั่งยืน  การคิดเชิงระบบ  การแพทย์ทางเลือก  สุขภาพองค์รวม 

การมีส่วนร่วมของประชาชน  แผนยุทธศาสตร์  เกษตรทฤษฎีใหม่  cluster  ความหลากหลายทางชีวภาพ  พันธุกรรม  DNA  การตัดต่อพันธุกรรม  GMO  เครือข่าย  จิตสำนึก  GDP  GDH   ประชาสังคม การค้าเสรี  FTA ทุนทางสังคม  ทุนทางปัญญา ธรรมาภิบาล
 
นวัตกรรม นโยบายสาธารณะ  นิเวศวิทยา  บูรณาการ  บริบท  ประชาพิจารณ์  ประชาพิจัย  แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พลวัต   พลังร่วม (synergy)  ภาคี  ภูมิปัญญาชาวบ้าน โลกาภิวัตน์ วิสาหกิจชุมชน  วิสัยทัศน์  ศักยภาพ  เศรษฐกิจพอเพียง องค์รวม องคาพยพ

เมื่อเริ่มต้นเรียน ถามนักศึกษาว่า รู้จักคำเหล่านี้บ้างไหม นักศึกษามักบอกว่า ไม่เคยได้ยินหรือได้ยินแต่ไม่เข้าใจ หรือไม่สนใจ อย่างคำว่า GDP บูรณาการ ประชาสังคม ซึ่งผู้นำชุมชนวันนี้ควรจะต้องรู้และเข้าใจ

การขาดความรู้ความเข้าใจคำต่างๆ เหล่านี้ที่เป็นคำคิดเพื่ออธิบายความเป็นจริงบางประการ บางเรื่องบางอย่าง ทำให้ผู้นำชุมชนหรือคนที่อยู่ในท้องถิ่นไม่สามารถสื่อสารและทำความเข้าใจกับนโยบาย แนวทาง แนวคิดในการพัฒนาท้องถิ่นได้ ซึ่งส่วนหนึ่งสัมพันธ์กับการพัฒนาสังคมใหญ่และกระแสการพัฒนาโลก

การขาดความรู้ความเข้าใจคำคิด ทำให้ขาด "กรอบทางความคิด" (conceptual framework) ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นเพื่อวางแผน วางแนวทางในการดำเนินงาน รู้ขอบเขต รู้ศักยภาพและข้อจำกัด รู้ทิศทางที่จะก้าวเดินไป

การขาดความรู้ความเข้าใจคำคิดเหล่านี้ทำให้มีข้อจำกัดในการ "ถกเถียง" หรือ "เสวนา" หาความจริง ความรู้ใหม่กับใครๆ เพราะการถกเถียงหรือเสวนาไม่ว่าจะ "ทางวิชาการ" หรือไม่ก็ตาม ต้องมีฐานคิดและมีคำคิด

ข้อจำกัดดังกล่าวทำให้ผู้นำท้องถิ่นจำนวนมากไม่อยากทำโครงการใหม่ๆ เพราะไม่คุ้นเคย ทำไม่เป็น เพราะขาดกรอบทางความคิดและไม่มีเครื่องมือที่จะวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการของคนในท้องถิ่น ไม่สามารถสังเคราะห์ความรู้ใหม่ เพื่อสร้างอะไรให้เป็นนวัตกรรมสำหรับท้องถิ่นของตนเอง จึงได้แต่ทำอะไรตามๆ กัน

สิ่งที่เห็นกันบ่อยในการเขียนโครงการ คือ ถ้าไม่นั่งเทียนก็ลอกเลียนโครงการคนอื่น เปลี่ยนแต่เพียง "ตัวเลข" ประชากรและงบประมาณ

เรามักได้ยินคนพูดว่า ผู้นำชุมชนที่ก้าวหน้าหรืออยู่ระดับแนวหน้ามักใช้ภาษาการพัฒนาแบบเอ็นจีโอ หรือภาษาวิชาการ ที่นักวิชาการหรือข้าราชการใช้กัน คนที่พูดถึงเรื่องนี้หลายคนพูดด้วยความรู้สึกที่ไม่ดี เหมือนกับว่า ชาวบ้านไม่น่าจะพูดภาษาวิชาการ แต่ควรพูดภาษาชาวบ้าน

ถ้าหากชาวบ้านพูดจาภาษาวิชาการแบบนกแก้วนกขุนทองก็ไม่น่าจะดี (รวมทั้งใครก็ได้ ไม่ใช่แต่ชาวบ้านเท่านั้น) แต่ถ้าหากพวกเขาใช้ภาษาที่เกี่ยวกับการพัฒนาด้วยความรู้ความเข้าใจ และสะท้อนความเป็นจริงที่พวกเขาอยากบอก มันผิดตรงไหน  เวลาที่นักวิชาการหรือข้าราชการไปหมู่บ้าน แล้วพูดภาษาชาวบ้าน ทำไมถึงบอกว่าดี เท่ ติดดิน

ดังนั้น เวลาที่ "ชาวบ้าน" พูดจาภาษานามธรรม ภาษาที่ใช้คำคิดมากหน่อย แต่พูดด้วยความรู้ความเข้าใจและอย่างจริงใจ ควรจะยกย่องและชื่นชม เพราะนี่คือ "การพัฒนา" หรือการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี

คำแม่คำที่สอง คือ
system (ระบบ)

การคิดอย่างเดียวไม่พอ ต้อง "คิดให้เป็นระบบ" และ "ทำให้เป็นระบบ" ได้ด้วย เนื่องจากปัญหาใหญ่วันนี้ที่เป็นปัญหามานานหลายร้อยปี คือ การคิดแบบแยกส่วน ทำแบบแยกส่วน คิดแบบกลไก ทำแบบกลไก

ดูตัวอย่างของการแพทย์แผนปัจจุบันเห็นชัดเจนว่า แพทย์รักษาไข้ ไม่ได้รักษาคน มีแต่ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเต็มไปหมด
หรือการพัฒนา การบริหารจัดการบ้านเมืองก็แยกส่วน ถึงได้มีคำใหญ่ๆ ใช้กันฟุ่มเฟือยอย่าง "บูรณาการ" เพราะที่ผ่านมามักทำอะไรเป็นเรื่องๆ อย่างๆ ทำบางด้าน ไม่ได้รอบด้าน และไม่สมบูรณ์ (บูรณาการมาจากรากศัพท์ว่า "สมบูรณ์")

ระบบ คือ ปฏิสัมพันธ์ (interaction) ระหว่างส่วนต่างๆ ระบบเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงหรือร้อยรัดส่วนต่างๆ เข้าด้วยกัน ทำให้สัมพันธ์กัน เกิดเป็นอะไรใหม่ที่ใหญ่กว่าการเอาส่วนต่างๆ มารวมกันเฉยๆ  ซึ่งเรียกกันว่า "องค์รวม"

คำว่าระบบ จึงอยู่ใน "ครอบครัว" เดียวกับคำว่า บูรณาการ องค์รวม องคาพยพ

ระบบนิเวศ เป็นความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติ ทั้งพืช สัตว์ แร่ธาตุ ดิน หิน จุลินทรีย์ ซึ่งอยู่ในถิ่นที่หนึ่งแบบเกื้อกูลกัน บางแห่งเป็นป่าใหญ่ มีไม้ใหญ่ไม้เล็กนานาพันธุ์ มีนกหนู แมลง ปลวก อยู่รวมกันอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องรดน้ำ ไม่ต้องใช้ปุ๋ย ไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง เป็นระบบชีวิต ระบบธรรมชาติ

ระบบชีวิตมักใช้กับคน พืช สัตว์ ที่เรียกกันว่า องคาพยพ (organism) มีเซลล์นับล้านๆ เซลล์ซึ่งล้วนสัมพันธ์กันเป็นหนึ่ง เกิดอะไรขึ้นกับเซลล์หนึ่งจึงกระเทือนไปทั่วทั้งองคาพยพ หรือทั้งระบบ

ระบบกลไกก็ใช้กันได้กับเครื่องจักรหรือสิ่งไม่มีชีวิตที่เกิดจากการคิดประดิษฐของคน เช่น รถยนตร์ เรียกว่าระบบเมื่อส่วนประกอบต่างๆ รวมกันเข้าจนทำงานตามเป้าหมายของมันได้ เช่น วิ่งได้ (รถยนตร์) เดินได้ (นาฬิกา)

ระบบสังคมเป็นระบบที่อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่างๆ ซึ่งสัมพันธ์กัน และมีผลกระทบต่อกัน ปัญหาหลายปัญหาส่งผลกระทบต่อสังคมทั้งองคาพยพ (คำที่ยืมมาจากระบบชีวิต) เช่น ปัญหายาเสพติดทำให้กระเทือนตั้งแต่ครอบครัวไปถึงระบบเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

คำว่าระบบได้ถูกนำมาใช้เพื่ออธิบายส่วนย่อยต่างๆ ในสังคม ระบบทุน ระบบเศรษฐกิจ ระบบสุขภาพ ระบบสิ่งแวดล้อม ระบบสวัสดิการ เป็นต้น

อมาตยา เซน ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ชาวอินเดียด้วยเรื่องเศรษฐกิจของชาวบ้านบอกว่า "เพื่อก้าวพ้นนิยายของการพัฒนา เราจะต้องมีระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งตนเอง"

วลีหลักในที่นี้คือ "ระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งตนเอง" ไม่ใช่การหางบประมาณมาทำ "โครงการ" เงินหมดก็เลิก หาเงินมาทำใหม่ แต่เป็นการสร้างระบบ เพราะระบบทำให้เกิดความมั่นคงยั่งยืน ระบบทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจสามารถขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเอง เพราะระบบทำให้องค์ประกอบต่างๆ มีปฏิสัมพันธ์ (interaction) กันอย่างเป็นคลัสเตอร์ (cluster) และทำให้เกิดการผนึกพลัง หรือสนธิพลัง (synergy) ทำให้ได้ผลมากกว่าบวก อาจเป็นคูณหรือทวีคูณ

เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญา หากกลายเป็น "วิญญาณ" (soul) ของระบบเศรษฐกิจของท้องถิ่นก็จะทำให้มีพลังและยั่งยืน
           
คำแม่ที่สาม คือ
paradigm (กระบวนทัศน์)
           
เมื่อคิดเป็น คิดเป็นระบบและทำเป็นระบบได้ ก็เรียนรู้เพื่อคิดทำด้วยกระบวนทัศน์ใหม่ กระบวนทัศน์ซึ่งแปลว่า วิธีคิด วิธีปฏิบัติ วิธีให้คุณค่า ซึ่งตั้งอยู่บนฐานการมองโลกความเป็นจริงแบบหนึ่ง
           
กระบวนทัศน์ใหม่เป็นอะไรที่เกี่ยวกับคำสำคัญอย่าง การพัฒนายั่งยืน การพึ่งตนเอง  ภูมิปัญญาท้องถิ่น  องค์รวม บูรณาการ และอีกหลายๆ คำ
           
กระบวนทัศน์ใหม่แตกต่างจากกระบวนทัศน์เก่าซึ่งมองการพัฒนาที่เน้นแต่เรื่องเศรษฐกิจ รายได้ เน้นการบริโภค เป็นระบบอุปถัมภ์ซึ่งรัฐเป็นตัวแทนอำนาจที่ให้ความช่วยเหลือชาวบ้าน เป็นระบบ "ผู้ให้-ผู้รับ" "คนมี-คนไม่มี" "คนรวย-คนจน" "คนมีอำนาจ-คนไร้อำนาจ" เป็นความสัมพันธ์ที่ถูกทำให้ชอบธรรมและปราศจากการขัดขืนด้วยการครอบงำที่แยบยล
           
กระบวนทัศน์ใหม่จึงเริ่มจากการปลดปล่อยให้เป็นอิสระจากการครอบงำ การปลดปล่อยซึ่งเกิดขึ้นได้ด้วยการเรียนรู้ เพราะ "วิชชา" ปลดปล่อยทำให้คน "เป็นไท"
           
กระบวนทัศน์นี้ต้อง "รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง" (ซุนหวู่) คือต้องรู้ตัวเอง รู้จักโลก
           
รู้ตัวเองหมายถึงรู้ว่าตัวเองเป็นใคร มาจากไหน รู้รากเหง้าเผ่าพันธุ์ รู้ประเพณีวัฒนธรรม ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ รู้ทรัพยากรท้องถิ่น ซึ่งล้วนแต่เป็นทุนสำคัญเพื่อการแก้ปัญหา การพัฒนาและการพึ่งพาตนเอง  รู้ศักยภาพและข้อจำกัดของตนเอง รู้ปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของตนเอง
           
รู้จักโลกหมายถึงรู้ว่าขณะนี้โลกได้เปลี่ยนไป เราไม่ได้อยู่ในสังคมเกษตรหรืออุตสาหกรรมอีกต่อไป เราอยู่ในสังคมข้อมูลข่าวสารความรู้ สังคมไอทีที่โลกเชื่อมเป็นหนึ่งในโลกาภิวัตน์ เราอยู่ในสังคมทุนนิยม ซึ่งขับเคลื่อนด้วยลัทธิบริโภคนิยม ที่ทำให้คนเชื่อว่าการบริโภคมากทำให้คนมีความสุข กระตุ้นให้คนอยากรวย
           
รู้จักโลกหมายถึงรู้จักสังคมที่ตนเองอยู่ สังคมที่ใช้ทุนและอำนาจในการขับเคลื่อน สังคมที่ครอบงำ และไม่ได้ให้โอกาสผู้คนอย่างเท่าเทียมกัน
           
สังคมที่ไม่ต้องการให้ "ชาวบ้าน" รู้จักอดีต เพราะคนไม่มีอดีตเป็นคนไม่มีอนาคต  คนไม่มีอดีตเป็นคนไม่มีรากเหง้า คนไม่มีรากเหง้าเท่ากับไม่มีหลักยึด ปัจจุบันและอนาคตของเขาถูกสังคมกำหนดให้ทั้งสิ้น กำหนดให้กิน ให้อยู่ ให้มี ให้เป็น อะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร
           
การเรียนรู้จักตัวเองหมายถึงการรู้ว่า ตนเองเป็นคนสองวัฒนธรรม สองกระบวนทัศน์ที่เหลื่อมกันอยู่ ด้านหนึ่งก็เป็นคนไทย คนท้องถิ่น เกิดและเติบโตมาในวิถีไทย อีกด้านหนึ่งก็เติบโตมาในวิถีสากล สิ่งต่างๆ รอบตัวล้วนมาจากตะวันตก ระบบเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา สุขภาพ การกินการอยู่
           
ที่ผ่านมา ระบบสังคมรวมทั้งการศึกษาเองทำให้คนดูถูกพ่อแม่ปู่ย่าตายาย บรรพบุรุษ ภูมิปัญญาท้องถิ่น บอกว่าหล้าสมัย ไม่ดี หรือสู้ของฝรั่งไม่ได้  ทำให้คนไม่ภูมิใจในถิ่นฐานบ้านเกิด อยากหนีไปให้ไกล ไม่อยากให้ใครรู้ว่าเป็นคนบ้านนอก
           
มหาวิทยาลัยชีวิต คือ กระบวนการเรียนรู้เพื่อให้คนเรียนแล้วเกิดความภูมิใจในตัวเอง เพราะได้เรียนรู้จักตัวเอง รู้จักท้องถิ่น รู้จักรากเหง้า ทำให้เกิดความเชื่อมั่นในตัวเอง เรียนรู้เพื่อให้มีทางเลือกที่จะอยู่ในท้องถิ่นอย่างมีศักดิ์ศรีและมีกิน
           
มหาวิทยาลัยชีวิตไม่ได้ปฏิเสธตะวันตก ไม่ได้ปฏิเสธวิชาการสมัยใหม่ ตรงกันข้าม ทำให้ผู้เรียนรู้จักแยกแยะ และเลือกสิ่งที่ดี มีคุณค่า และนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาและทำให้ชีวิตดีขึ้น
           
มหาวิทยาลัยชีวิตสร้างฐานคิดใหม่เพื่อกระบวนทัศน์ใหม่ ทำให้คนเป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเอง คิดเองได้ ตัดสินใจเองได้ เลือกได้ว่าจะอยู่ที่ไหน จะกิน จะอยู่อย่างไร โดยไม่ต้องนั่งรอความช่วยเหลือจากรัฐหรือภายนอก แต่ช่วยเหลือ-พึ่งพาตนเองได้
           
สามปีที่เรียนในโครงการมหาวิทยาลัยชีวิต นักศึกษาจึงต้องเรียนรู้ 3 คำนี้ให้ลึกซึ้ง ให้ถึงที่สุด ไม่เพียงแต่รู้นิยามแต่รู้ด้วยการปฏิบัติ รู้จากการที่ได้นำไปใช้ในชีวิต
           
นักศึกษาคนหนึ่งที่เชียงใหม่เล่าให้เย็นวันหนึ่งว่า เขากำลังซ่อมบ้านอยู่ เปิดวิทยุทิ้งไว้ ดีเจพูดไปพูดมาใช้คำว่า "องคาพยพ" เขาบอกว่าเขายิ้ม  ถามว่า ทำไมจึงยิ้ม เขาตอบว่า ยิ้มเพราะเขารู้ว่าคำนี้หมายถึงอะไร เขาได้เรียนมาแล้ว
           
เพื่อนนักศึกษาหลายคนในที่นั้นต่างก็พูดเสริมว่า จริง ตอนนี้ฟังวิทยุ ดูทีวี อ่านหนังสือพิมพ์ได้ด้วยความมั่นใจ ได้ยินศัพท์แปลกๆ แล้วเข้าใจ ไปประชุมที่ไหนก็ไม่อึดอัดเมื่อได้ยินนักวิชาการหรือข้าราชการพูดด้วยภาษาวิชาการหรือภาษานามธรรม
           
นักศึกษาได้เรียนรู้จักเชื่อมโยง คิดอะไรและมองอะไรเป็นระบบมากขึ้น และเริ่มคิดอะไรอย่างเป็นตัวของตัวเอง เพราะแยกแยะได้ และมีฐานคิดของตนเอง เลือกที่จะมองโลกมองชีวิตอย่างที่ตนเองต้องการ ไม่ใช่ตามที่คนอื่นสั่งให้มอง สั่งให้คิด สั่งให้ทำ
           
ถ้าสามปีทำได้เช่นนี้ มีหรือที่คนเรียนจบแล้วจะวิ่งไปสมัครงานเป็นลูกจ้างอย่างเดียว เขาไม่จ้างก็นั่งรออยู่ที่บ้าน
           
ถ้าเขาคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น และทำมาตลอดสามปีอย่างต่อเนื่อง เขาต้องเอาตัวรอดได้อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เพราะเขาได้ค้นพบตัวเอง และเป็นตัวของตัวเอง
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 16 October 2006 )

 


  23 มิ.ย. 2552 21:13 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป somsakksn/กศน.อำเภอผาขาว

 somsakksn@gmail.com 125.26.211.205

  



 

รศ.ดร.เสรี  พงศ์พิศ
ที่ปรึกษาโครงการ


ที่อยู่         230/52 ถนนวิภาวดีรังสิต 2 
                ดินแดง  กรุงเทพฯ
              
10400,

โทรศัพท์  : +66 02 2779574, +66 53 2765635
โทรสาร    : +66 02 2762171

E-Mail: seri137@hotmail.com
E-Mail:
phongphit@eci.harvard.edu

  more information !!

 

somsakksn/กศน.อำเภอผาขาว/แนะนำให้รู้จัก ดร.เสรี พงศ์พิศ

 


  23 มิ.ย. 2552 22:48 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป การวางเป้าหมายของชีวิต

 somsakksn@gmail.com 125.26.211.243

  

การจัดการ การวางเป้าหมายและแผนชีวิต
การจัดการ การวางเป้าหมายและแผนชีวิต
 การจัดการ  การวางเป้าหมายและแผนชีวิต                 กระบวนการเรียนรู้เป็นหัวใจของการพัฒนา    เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ได้ศึกษาจากการปฏิบัติในชีวิตประจำวันและเรียนรู้ด้วยการศึกษาจากธรรมชาติ  เน้นการปฏิบัติและการมีส่วนร่วม  ทำให้ผู้เรียนได้ความรู้จริงจากการลงมือปฏิบัติ  ไปสู่การแลกเปลี่ยนกันระหว่างผู้รู้ในชุมชน  ตลอดจนบุคคลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเรียนรู้   จึงเป็นเรื่องของแต่ละคน  กลุ่ม  หรือองค์กรต่าง ๆ ที่มีอยู่  ได้นำเอาประสบการณ์  ข้อมูล  ข่าวสารที่ตนเองมีอยู่ไปแลกเปลี่ยนกับคนอื่น  และนำไปสู่กระบวนการจัดการที่เป็นรูปธรรม                สิ่งที่ได้รับจาการเรียนรู้ในโครงการมหาลัยชีวิต เรื่อง    การจัดการ  การวางเป้าหมายและแผนชีวิต  ทำให้ข้าพเจ้าสามารถนำข้อมูลทั้งหมดในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลในครอบครัว  ข้อมูลจากชุมชนหรือท้องถิ่น  ตลอดจนข้อมูลจากภายนอก  เช่นการได้ใช้งานเกี่ยวกับ  INTERNET ,  E-Mail ซึ่งหนีไม่พ้นที่จะต้องสัมพันธ์กับโลกภายนอก  ความสัมพันธ์เหล่านั้น  ส่วนหนึ่งจะส่งผ่านข้อมูลข่าวสาร   ที่มุ่งเข้าหาตัวทุกวัน  และได้นำเอาข้อมูลเหล่านั้นมาสร้างเป็นองค์ความรู้และนำเอาความรู้เหล่านั้นมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้  เช่นการค้นหาความรู้  การทำระบบบัญชีครัวเรือน  การทำแผนงบประมาณ  การทำตารางเวลาให้รูจักเป้าหมายของตัวข้าพเจ้าเอง  และที่สำคัญทำให้ข้าพเจ้ารู้จักวิธีคิดของผู้อื่น  ได้นำเอาความรู้จากผู้อื่นมาประยุกต์ใช้กับตัวข้าพเจ้าเอง  รู้จักวิธีคิดของกลุ่มคน  วิธีการปฏิบัติ  วิธีให้คุณค่า  ทำให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีเหมาะสมกับเป้าหมายของชีวิตที่ได้วางไว้  อีกทั้งยังทำให้ทราบว่า   ความรู้ในแต่ละคน   แต่ละครอบครัว  แต่ละชุมชน   เป็นความรู้ที่หยิบยืมกันไม่ได้   เช่นเดียวกัน  ในสังคมไทยไม่สามารถหยิบยืมเอาความรู้ของสังคมอื่น ๆ มาใช้กับสังคมไทยได้  เพราะสังคมอื่น  อาจมีสภาพความแตกต่างไปจากสังคมไทย  ความรู้ที่เกิดขึ้นก็ต่างกัน   เพราะการหยิบยืมความรู้ระหว่างสังคม   ระหว่างชุมชน   ระหว่างครอบครัวนี้ทำไม่ได้   แต่สิ่งที่ทำได้คือ   การแลกเปลี่ยนความรู้ โดยการนำเอาความรู้ของคนอื่น  ครอบครัวอื่น   ชุมชนอื่น  หรือสังคมอื่นมาเป็นพื้นฐาน  หรือเป็นตัวอย่างในการศึกษาเรียนรู้  และสร้างความรู้สำหรับครอบครัวและชุมชนของเรา                การรู้จักการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาจากการเรียนรู้ที่ได้  ทำให้ข้าพเจ้ารู้ในสิ่งที่ควรรู้  ได้ค้นพบและรู้จักตนเอง  รู้จักรากเหง้าและเอกลักษณ์ของตนเอง  รู้จักศักยภาพและเอกลักษณ์ของตนเอง  สถานภาพความเป็นอยู่  รายรับ  การออม  รายจ่าย  หนี้สิน การวางแผนงบประมาณ  และการจัดการเวลาและเป้าหมายในชีวิต รู้จักปัญหาที่กำลังประสบอยู่  รู้จักโลกที่เปลี่ยนแปลงและผลกระทบที่เกิดขึ้น  ให้ข้าพเจ้ามีความรู้เท่าทันในทุกด้านเพื่อพัฒนาศักยภาพและแก้ปัญหาของตนเอง  รู้จักวิธีการวางแผนชีวิตของตนเอง  เพราะต้องเข้าใจกระบวนการเรียนรู้  เพื่อที่จะใช้เป็นพื้นฐานในการวางเป้าหมายและการทำแผนชีวิตต่อไป  ความรู้ที่ได้จากการเรียนวิชา  การจัดการ  การวางเป้าหมายและแผนชีวิต  จะไม่ประความสำเร็จได้เลยถ้าตัวเราไม่รู้จักเอาใจใส่  ตั้งใจ  และเชื่อมั่นในตนเอง  ฉะนั้นหากมีความตั้งใจที่จะทำแล้วรับรองได้ว่าความสำเร็จก็จะไม่ไกลเกินเอื้อม. กระบวนการเรียนรู้ที่ดีที่สุด  คือการเรียนรู้โดยการปฏิบัติจากประสบการณ์ของชีวิต

 


  13 ก.พ. 2554 11:31 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป สุจินต์ ศิริสวัสดิ์

 suanromyanglampang@hotmail.com 124.120.182.137

  

ผมมีความเชื่อว่า  ในอนาคตภายภาคหน้า กระบวนการเรียนรู้จากมหาลัยชีวิต จะเป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศที่มั่นคงและยังยืนตลอดไปได้

 


page [1]

** พื้นที่การใช้งานบอร์ดเต็มทำอย่างไรดี มี 2 วิธีง่ายๆดังต่อไปนี้ค่ะ **

1.upgrade เป็น board vip เพื่อสนับสนุนทางเว็บไซด์ click upgrade
2.ลบกระทู้เก่าๆที่มีภาพออกไปให้มากที่สุด และประมาณ 8-10 ชม.หลังจากนั้นระบบจะอัพเดทพื้นที่การใช้งานของท่านอีกครั้ง


ร่วมแสดงความคิดเห็น (กรุณาใช้คำพูดที่สุภาพ)
  โพสต์โดย
  Email
  Post ภาพ

ขนาดของไฟล์ภาพไม่เกิน 100 kb. เฉพาะไฟล์ jpg, gif หรือ swf เท่านั้น
  Security code:
 กรุณากรอกรหัสที่เห็นเพื่อยืนยันการโพสต์


บริการฟรีเว็บบอร์ดจาก YimWhan.com :: copyrights © 2009-2010